ประวัติความเป็นมา

"ผมเริ่มรู้จักนามปากกานายผีของคุณอัศนี พลจันทร เมื่อออกไปเป็นอัยการนครศรีธรรมราชในปี พ.ศ. 2514 คุณสหาย ทรัพย์สุนทรกุล อดีตรองอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นอัยการรุ่นพี่ เป็นผู้เล่าให้ฟังถึงอัยการที่ต่อสู้เพื่อประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยบทกวีอันทรงพลัง พร้อมกับท่องบทกวี "อีศาน" ให้ฟัง หลังจากนั้นผมก็พยายามหาความรู้เรื่องของนายผีให้มากขึ้นจากหนังสือบางเล่ม ตลอดจนได้ฟังเกร็ดจากคุณประเทือง กีรติบุตร อดีตอธิบดีกรมอัยการ และคุณโกศล อนันตพงษ์ อดีตรองอธิบดี เพิ่มเติมอีกเล็กน้อย และทราบว่าคุณอัศนี ลาออกจากอัยการหนีอำนาจเผด็จการเข้าป่าเมื่อปลายปี 2495 ด้วยวัย 35 ปี หลังจากตีพิมพ์ "อีศาน" ได้ไม่นาน"

"เมื่อต้นปี 2536 ผมเขียนหนังสือ "ชีวิต ผลงานและคุณธรรมของบรรพอัยการ" เนื่องในวาระที่สถาบันอัยการก่อตั้งมาครบ 100 ปี เพื่อแจกจ่ายให้แก่อัยการทั่วประเทศ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของไทยที่ยืนยันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเป็นบรรพอัยการ เพราะเคยรับราชการเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี เมื่อตอนปลายกรุงศรีอยุธยา ยกกระบัตรในอดีตกับอัยการในปัจจุบันเป็นตำแหน่งเดียวกัน ภายหลังผมได้เป็นผู้ให้ความเห็นในการออกแบบพระรูปหล่อของ รัชกาลที่ 1 ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อัยการ พระหัตถ์ขวาทรงถือกฎหมายตราสามดวง และเสนอให้วันจักรีเป็นวันสำคัญของสถาบันอัยการที่จะต้องจัดงานถวายทักษิณานุปทานทุกปี ต่อมาผมก็ใช้ฤกษ์วันจักรีประชุมก่อตั้งมูลนิธิ"

"เมื่อหนังสือ "ชีวิต ผลงานและคุณธรรมของบรรพอัยการ" ได้แจกจ่ายออกไปถึงมืออัยการทั่วประเทศ ก็มีเสียงสะท้อนเข้ามาว่า หนังสือแบบนี้คนไทยทั่วไปควรได้อ่านด้วย เมื่อพ.ศ.2537 ผมจึงตัดสินใจเขียน "ต้นตระกูลอัยการไทย" ออกจำหน่ายแก่ประชาชนในท้องตลาด โดยตัดประวัติของอดีตอธิบดีกรมอัยการบางท่านออกไป และเพิ่มประวัติของคุณอัศนี พลจันทร กับพลตำรวจตรีอรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร ฉายาเปาบุ้นจิ้นเมืองไทยเข้าไป ลิขสิทธิ์ของหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ต่อมาผมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิ"

"ผู้ที่เคยอ่านประวัติคุณอัศนี พลจันทร ทราบดีว่า 11 ปีที่เป็นอัยการ คุณอัศนีได้พบเห็นประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากมาย ไม่จำกัดเฉพาะในมิติของกฎหมายเท่านั้น เพราะผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของอัยการนั้น ล้วนมีเรื่องราวสุขและทุกข์มากเหลือเกิน คุณอัศนีได้สะท้อนออกมาทางบทกวีของท่านผ่านทางนามปากกาต่างๆ แต่ที่ติดตาติดปากมากที่สุดคือ "นายผี" และบทกวีที่เกิดผลกระทบมากที่สุดคือ "อีศาน" และ "เราชะนะแล้วแม่จ๋า"

"ข่าวคราวของคุณอัศนียังคงเงียบหาย แต่เพลงเดือนเพ็ญกลับโด่งดังมาแทน ตอนแรกคิดว่าเป็นผลงานของคุณสุรชัย จันทิมาธร ตอนหลังมีคนบอกว่าคุณอัศนีเป็นคนประพันธ์เนื้อร้องและทำนอง เพราะคิดถึงเมืองไทยมากอยากกลับบ้านจึงแต่งเพลง "คิดถึงบ้าน" ขึ้นมา แต่คนฟังเรียกว่าเพลงเดือนเพ็ญจนติดปาก เพลงนี้ยังคงติดหูอยู่จนถึงปัจจุบัน มีศิลปินนำไปร้องมากที่สุดเพลงหนึ่ง ความหมายของเพลงลึกซึ้งและกินใจมาก หากจะนำมาพิเคราะห์ดูทุกถ้อยคำจะเห็นความหมายในห้วงความคิดของคุณอัศนีที่ยังคงห่วงใยบ้านเกิดเมืองนอน"

"ปี 2540 ข่าวคราวของคุณอัศนีปรากฏขึ้นตามสื่อต่างๆ คุณอัศนีเสียชีวิตแล้วปีหรือสองปีที่ประเทศลาว ทางลาวยังเก็บรักษาศพไว้รอให้ญาติไปรับ คุณวิมล พลจันทร ป้าลมหรือสหายลมภริยาของคุณอัศนีกำลังหาทางไปรับศพของท่านกลับเมืองไทย ต่อมาก็มีข่าวว่าคุณยืนยง โอภากุล หรือคุณแอ๊ด คาราบาวกับคณะอาสาจะไปนำคุณอัศนีกลับมาเอง และได้ดำเนินการไปจนสำเร็จ ตอนเดินทางกลับจากลาว คุณแอ๊ดได้แวะจังหวัดต่างๆ จัดคอนเสิร์ตต้อนรับการกลับบ้านของคุณอัศนีอย่างยิ่งใหญ่ดุจบุคคลสำคัญ และนำศพของคุณอัศนีมาประกอบพิธีศาสนาที่วัดมกุฎกษัตริยาราม"

"ตอนนั้นผมดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย ได้นำอัยการผู้ใต้บังคับบัญชาไปคารวะศพของคุณอัศนี และนำหนังสือ "ต้นตระกูลอัยการไทย" ไปให้คุณวิมล พลจันทร 1 เล่ม โดยบอกท่านว่าผมถือว่าคุณอัศนี พลจันทร เป็นต้นตระกูลอัยการไทย ที่อัยการรุ่นหลังควรภาคภูมิใจ แม้ท่านจะเป็นอัยการเพียง 11 ปี แต่เป็นอัยการที่รักประชาชนมากกว่าตนเองและครอบครัว แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนมหาตมะ คานธี สำหรับผมแล้วท่านยิ่งใหญ่เหนืออัยการไทยทุกคนที่ผมเคยรู้จัก ท่านต้องหนีอำนาจเผด็จการทิ้งชีวิตทิ้งครอบครัว เพราะผลงานบทกวีการต่อสู้เพื่อประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม จนสุดท้ายของชีวิตก็ไม่ได้กลับบ้านเกิด และต้องจากโลกนี้ไปอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างในต่างแดน ทั้งๆที่บิดาของท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ตระกูลของท่านเป็นตระกูลเจ้าเมืองเก่าแก่"

"หลังจากนั้นไม่กี่วัน ป้าลมกับบุตรสาวดูเหมือนจะชื่อมาลี ไปพบผมที่สำนักงานอัยการสูงสุด ขอให้ผมตั้งมูลนิธิให้คุณอัศนี แม้คุณอัศนีจะไม่ได้มีผลงานเพื่อประชาชนมากนัก และคนไทยก็รู้จักคุณอัศนีไม่เท่ากับเพลงเดือนเพ็ญ แต่อุดมการณ์ของคุณอัศนีนั้นยิ่งใหญ่ จึงไม่อยากให้ชื่อและอุดมการณ์ของคุณอัศนีต้องเลือนหายไปกับการเวลา อยากให้คนไทยรู้ถึงอุดมการณ์ของคุณอัศนี มีหลายคนอยากจะขอตั้งมูลนิธินายผี แต่ป้าลมไม่แน่ใจว่ามูลนิธินี้จะเดินไปทางไหนเพื่อประโยชน์ของใคร จึงอยากให้อัยการคือผมเป็นผู้ก่อตั้ง เพราะมั่นใจว่าจะนำพามูลนิธิไปได้ตรงตามอุดมการณ์ของคุณอัศนี ซึ่งเป็นอัยการที่รักประชาชน ต้องการเห็นประชาชนได้รับความเป็นธรรมในทุกทาง ผมรับปากป้าลมอย่างเต็มใจยิ่ง"

"บุคคลแรกที่ผมปรึกษา คือ ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร อัยการสูงสุดในขณะนั้น ท่านเห็นด้วย และยกโบนัสประธานกรรมการสหกรณ์อัยการ 60,000 บาท ให้เป็นเงินทุนก่อตั้งมูลนิธิ การก่อตั้งมูลนิธิจึงสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งเพราะอดีตอัยการสูงสุดท่านนี้ ผมเองยกลิขสิทธิ์ของหนังสือ "ชีวิต ผลงานและคุณธรรมของบรรพอัยการ" และ "ต้นตระกูลอัยการไทย" รวม 2 เล่ม มูลค่า 200,000 บาท ให้เป็นทุนก่อตั้ง หาเงินเพิ่มอีก 40,000 บาท ก็เข้าเกณฑ์ที่ทางการวางไว้แล้ว"

"สำนักงานมูลนิธิก็ไม่มีปัญหา เพราะคุณศุภจารี ใจสมุทร ภริยาของผมอนุญาตให้ใช้บ้านหลังหนึ่งเป็นที่ตั้ง ผมจึงใช้ฤกษ์วันจักรี คือ วันที่ 6 เมษายน 2541 นัดประชุมก่อตั้งมูลนิธินายผี (อัศนี พลจันทร) เหตุที่ใช้นามปากกานายผีมาเป็นชื่อมูลนิธิ แล้วตามด้วยวงเล็บอัศนี พลจันทร ก็เพราะนายผีเป็นนามปากกาที่คุณอัศนี ใช้ในการเขียนบทกวีสำคัญๆมากที่สุด ไม่ว่าบทกวี "อีศาน" หรือ "เราชะนะแล้วแม่จ๋า" คนจึงคุ้นชื่อนายผีมากกว่านามปากกาอื่นๆ น.ส.พ. มติชนรายวันก็เคยพาดหัวข่าวเล็กๆว่าผมก่อตั้งมูลนิธินายผี จึงต้องใช้ชื่อนายผีนำหน้าอัศนี พลจันทร นายผี คือ นายของผี ซึ่งหมายถึงพระอิศวร อัศนี คือ สายฟ้า เป็นอาวุธของพระอิศวร อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดมูลนิธิก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อมูลนิธิอัศนี พลจันทร (นายผี) เพื่อให้ความสำคัญกับชื่อจริงของคุณอัศนี"

"การที่ผมใช้ฤกษ์วันจักรีเป็นวันประชุมก่อตั้งมูลนิธิ ก็เพราะผมเขียนไว้ในหนังสือ "ต้นตระกูลอัยการไทย"ว่า รัชกาลที่ 1 ทรงเป็นต้นตระกูลอัยการไทยซึ่งคุณอัศนี พลจันทร ก็เป็นต้นตระกูลอัยการไทยเช่นกัน วันนั้นเราประชุมกันที่สำนักมหาสมุทรกฎหมาย มีคุณวิมล พลจันทร มานั่งเป็นประธาน นอกจากผมแล้ว ก็มีคุณศุภจารี ใจสมุทร ผู้ได้อนุญาตให้ใช้บ้านเป็นสำนักงานมูลนิธิ คุณศุภชัย ใจสมุทร เจ้าของสำนักมหาสมุทรกฎหมาย และอีกคนหนึ่งคือ พ.ต.อ. นายแพทย์อรรณพ เกรียงศักดิ์พิชิต หลานของหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต หนึ่งในคณะราษฎรผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้มีความชื่นชอบในเพลงเดือนเพ็ญเป็นพิเศษ"

"เมื่อการประชุมผู้เริ่มการจัดตั้งมูลนิธิผ่านไปขั้นตอนหนึ่งแล้ว ผมก็รับหน้าที่เขียนวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ให้ตรงตามอุดมการณ์ของคุณอัศนี ผมเค้นออกมาได้ 10 ข้อ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมบอกว่ามากที่สุดเท่าที่มีผู้เคยตั้งมูลนิธิมา จริงหรือไม่ยังไม่เคยพิสูจน์ แต่คิดว่าถ้าคุณอัศนีได้อ่านก็คงพอใจ กระบวนการขอจัดตั้งมูลนิธิดำเนินไปหลายเดือน และสามารถเร่งจดทะเบียนก่อตั้งได้ในวันที่ 15 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณอัศนี โดยที่คุณอัศนีเกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2460"

"คณะกรรมการมูลนิธิชุดแรกมีกันเพียง 5 คน เพราะถ้ามีมากจะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุม จึงลองให้มีอย่างน้อยที่สุดไปก่อน ถ้ามาประชุม 3 คนก็ถือว่าครบองค์ประชุม ซึ่งก็ได้ผลดี สามารถประชุมได้ตามนัดทุกครั้ง ชุดแรกมีผมเป็นประธาน พ.ต.อ. นายแพทย์อรรณพ เกรียงศักดิ์พิชิต เป็นรองประธาน คุณเชาวลิต สวัสดิรักษา เป็นเหรัญญิก คุณศุภชัย ใจสมุทร เป็นเลขาธิการ และ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ เป็นรองเลขาธิการ"

"การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิ ตามที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรกนั้นตั้งใจว่าจะช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางด้านกฎหมายเป็นหลัก เพราะคุณอัศนีเป็นอดีตอัยการ ประธานคือผมก็เป็นอัยการ ตำแหน่งผมขณะที่คุณวิมล พลจันทร ไปพบนั้นก็เป็นอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย เป็นเรื่องง่ายในการดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย แต่พอก่อตั้งมูลนิธิเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2541 นั้น ผมได้ลาออกจากอัยการไปเป็นรองผู้ว่าการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเสียแล้ว จึงมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายไปบ้าง การให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทางด้านกฎหมายก็ยังคงทำไปบ้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นประชาชนที่มีปัญหาด้านการเวนคืนที่ดิน แต่ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด คือ ผมเขียนตำรากฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พิมพ์จำหน่ายหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เป็นหนังสือ "จุดเทียนคนละดวง" และ "120 ข้อ อบต. ควรรู้" โดยไม่ต้องพึ่งพาการบริจาค"

"กิจกรรมของมูลนิธิค่อนข้างหลากหลายและเน้นปริมาณ แม้แต่การเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็ยังเคยทำ ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ คือ การสนับสนุนหุ่นละครเล็กคณะโจหลุยส์เธียร์เตอร์ ซึ่งประสบปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับทุนดำเนินการ มูลนิธิได้จัดรอบพิเศษหารายได้มอบให้ วันนั้นคุณยืนยง โอภากุล นำคณะไปร้องเพลงเดือนเพ็ญ และ ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ไปเป็นประธานในงาน รายได้จากการจัดงานยังแบ่งปันไปให้เด็กยากจนบ้านครูน้อยอีกด้วย การช่วยเหลือหุ่นละครเล็กคณะโจหลุยส์ครั้งนั้น ประธานมูลนิธิคือผมได้รับพระราชทานรางวัลหงส์ทองจาก สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา มูลนิธิรู้สึกเป็นเกียรติยศอย่างยิ่ง กรรมการทุกคนหายเหนื่อย"

"กรรมการมีการเปลี่ยนแปลงไปบางคนเมื่อครบวาระแรก หลังจากนั้นก็เป็น 5 คนเดิมมาตลอด คือ ผม ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ คุณศุภชัย ใจสมุทร คุณเชาวลิต สวัสดิรักษา และ คุณเกียรติเกริกไกร ใจสมุทร จนถึงเวลาที่คิดว่าต้องปรับเปลี่ยนคณะกรรมการกันใหม่ โดยเอาเลือดใหม่ไฟแรงเข้ามาเสริมให้มาก เพื่อระดมพลังความคิดสร้างสรรค์ และกำหนดทิศทางของมูลนิธิให้ชัดเจน ไม่ต้องทำกิจกรรมหลากหลายเหมือนเดิม แม้จะมีวัตถุประสงค์ถึง 10 ข้อก็ตาม จับกิจกรรมเพียงอย่างสองอย่าง แต่ทำให้มีคุณภาพ เกิดผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างมากก็น่าจะพอ"

"คณะกรรมการชุดใหม่ของมูลนิธิ นอกจากจะมีคนเดิม 5 คนแล้ว คนใหม่คือ คุณจิราพร บุนนาค คุณจิระนันท์ ประเสริฐกุล คุณชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ คุณรื่นวดี สุวรรณมงคล ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ และคุณธนชาติ ธรรมโชติ ล้วนเป็นบุคคลมีชื่อเสียงและไฟแรงทุกคน ต่างก็กระตือรือร้นที่จะทำงานให้กับมูลนิธิเพราะมีความศรัทธาในคุณอัศนี พลจันทร อยากเห็นอุดมการณ์ของท่านเป็นจริง"

"คณะกรรมการชุดใหม่ได้ประชุมกันไป 3 ครั้งแล้ว มีมติว่าปี 2555 เราจะจัดกิจกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา 1 ครั้ง พร้อมกับจะมอบรางวัล "อัศนี พลจันทร (นายผี)" ให้กับบุคคลที่มีผลงานดีเด่นซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์สังคมอย่างมากในสาขาใดสาขาหนึ่งหรือหลายสาขา บุคคลใดจะได้รับ และได้รับในสาขาใด คณะกรรมการจะดำเนินการสรรหาอย่างพิถีพิถัน ก่อนประกาศผลให้สาธารณชนทราบ และจัดให้มีการมอบรางวัลอย่างสมเกียรติต่อไป"

"ผมขอให้ผู้ที่สนใจในมูลนิธิ ติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิอย่างใกล้ชิด มูลนิธิตั้งมาเกือบ 14 ปีแล้ว ผมมั่นใจว่าอนาคตของมูลนิธิยังมีอีกยาวไกล สังคมไทยจะต้องได้รับประโยชน์จากผลงานที่สร้างสรรค์อย่างแน่นอน และอุดมการณ์ของคุณอัศนี พลจันทร หรือนายผี จะไม่มีวันตาย"