บทความ

  • คิดถึงบ้าน คิดถึงนายผี...อัศนี พลจันทร
  • นายผีกับกวีรุ่นเยาว์

คิดถึงบ้าน คิดถึงนายผี...อัศนี พลจันทร

สุรชัย จันทิมาธร

           เดือนเพ็ญ แสงเย็นเห็นอร่าม
นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา
คิดถึงท้องนา        บ้านเรือนที่เคยเนา
                กองไฟ สุมควายตามคอก
คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอ๋ยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า
โหมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว
ให้พี่น้องเฮา         นอนหลับอุ่นสบาย
                เรไร ร้องฟังดังว่า
เสียงเจ้าที่เฝ้าคอยหา ลมช่วยพัดมากระซิบข้างกาย
ข้ายังคอยอยู่มิหน่าย มิเลือนห่างจากเคลื่อนคลาย
คิดถึงมิวาย            ที่เราจากมา
                ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้
นำรักจากห่วงดวงใจ ของข้านี้ไปบอก เขา,น้ำ,นา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา
จะไปซบหน้า แทบอกแม่เอย
   

                ชื่อเสียงของเขาหอมกรุ่นอยู่ในความรู้สึกของเรา เป็นคนลึกลับมาแต่ไหนแต่ไร แล้ววันหนึ่งเราก็ได้พบเขา ในบริเวณที่ราบเล็กๆในเขตภูเขาสลับซับซ้อนทางตอนเหนือของลาว เรารู้แต่ว่ามันคืออาณาบริเวณที่เรียกว่าแขวงหลวงน้ำทา ที่นี่เป็นแนวหลังที่ห่างไกลแนวหน้ามากโข พลพรรคคอมมิวนิสต์มีทั้งเด็กเล็กตลอดจนถึงพ่อบ้านแม่เรือนและคนแก่

                มันคล้ายกับเป็นที่พักฟื้นสภาพของนักปฏิวัติจากทั่วทุกสารทิศ  มีโรงพยาบาล  มีโรงเรียนทั้งเด็กและผู้ใหญ่  มีสำนักทฤษฎี,  สำนักแนวร่วมและหน่วยศิลปะของกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย  เราบุกเบิกสร้างสำนักงานกันที่นี่ด้วยลำแข้ง  ด้วยมือ  ด้วยบ่าด้วยแรงของเราเอง  พลพรรคทั้งหมดประมาณ 50 คนมาจากต่างๆที่  แต่ส่วนมากจะรู้จักกันมาก่อน

                ตลอดเวลาสามเดือนที่สร้างโรงเรือนต่างๆ  ตัดไม้ไผ่เป็นหลายๆคันรถ  ตัดเสาบ้านจากภูเขาแล้วปล่อยซุงให้ลื่นไถลลงลำห้วย  ไพหญ้าแปลงฝา  ขื่อคา  ด้วยการคำนวณของตัวเอง  ทุกวันคือการทำงานเหล่านี้

                แล้วในบ่ายวันหนึ่งของการพักผ่อน  เขาก็ปรากฏตัวไล่ๆกับอุดม  สีสุวรรณ  ในระดับสหายนำเช่นผู้เฒ่าทั้งหลาย  ความรู้สึกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ  เหมือนได้เคยรู้จักกันมาหลายสิบปี  เขารู้จักการทำงานของเราค่อนข้างดี  เขากระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักกับคนรุ่นเยาว์ด้วยท่าทีกันเองและอบอุ่น  มีการพูดคุยกว้างๆเกี่ยวกับทัศนะทางด้านความสวยงามของศิลปะ  และไม่ได้ข้อสรุปอะไรมาก  นั่นเป็นข้อดีที่เขาบอกว่า  ผมก็ยังต้องเรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นอีกมาก  เพราะเหตุนี้ท่าทีของเขาต่อปัญหาค่อนข้างจะมีช่องว่างให้ได้คิดออกไปในแง่มุมที่แตกต่างกัน

                เมื่อมีหัวข้อปัญหา  ผมจำได้ว่าเขาพูดว่าอย่างนี้ “นั่นนะซี  พวกคุณลองคิดดูซิว่ามันเป็นอย่างไร  ผมอยากฟังทัศนะของพวกคุณ”

                ผมทำโครงการของตัวเองอยู่เรื่องหนึ่ง  ต้องค้นคว้าจากปากคำความทรงจำของพลพรรครุ่นเฒ่า  ต้องรู้ต้องเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วนั่นแหละ  ก็เลยมีความสนิทสนมกัน  บางทีได้นั่งคุยกันในบ้านพักจวบจนตี 3  ตี 4  ท่ามกลางกองไฟและกาแฟอุ่นๆ  มีกองหนังสือ  รู้สึกว่าจะมีพิมพ์ดีดด้วย  บ้านของ  สหายไฟ  หรือ  นายผี...อัศนี  พลจันทร  เป็นเรือนไม้ไผ่หลังเล็กๆ  มีห้องนอน  แล้วก็ห้องรับแขก  ทำครัวเสร็จมีกองไฟประจำบ้านและมีทหารพิทักษ์คนหนึ่ง  เป็นสหายชนชาติลาวโซ่งหรือส่วยแถบนครพนม  สหายไฟอยู่กับสหายลม  สหายลมเป็นภรรยาวัย 50 เศษ  คนเขาเรียกแกว่า “ป้าลม” สนใจการเขียนบทกวีเชิงฉันทลักษณ์มีถ้อยสำนวนคล้ายๆนายผี  ความคิดความอ่านอยู่ในลักษณะของศิลปินทำงาน  เป็นคนลึกลับคนหนึ่งไม่แพ้สามี

                ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนรอบรู้ศิลปะวิทยาการระดับนำอีกคนหนึ่ง  มีความรู้ถึง 7 ภาษา  แต่ผมจำไม่ได้ว่ามีภาษาอะไรบ้าง  อ่านวรรณคดีระดับโลกมาหลายต่อหลายเล่มเกวียน  เวลาพูดคุยจะสามารถยกข้อความหรือความคิดของประวัติศาสตร์หรือวรรณคดีต่างๆประกอบ  ส่วนมากจะเป็นของรัสเซียและแถบยุโรปกลาง

                ผู้รอบรู้ทางศิลปวรรณคดีที่สำคัญคนหนึ่งของเมืองไทย  เมื่อมานั่งประจำสำนักทฤษฎี  ค้นคว้าหนังสือทฤษฎีว่าด้วยการปฏิวัติก็ดูจะมีจุดอ่อนตรงอารมณ์ความรู้สึกยังไม่สัมพันธ์กับงานที่ตัวเองทำ  จึงมีความขัดแย้งและแย่งชิงอำนาจการนำการชี้นำความคิดทางการเมือง  สหายไฟมักถูกสหายนำทางด้านทฤษฎีตำหนิวิจารณ์  ฉายาของเขาอย่างหนึ่งที่ชาวนักปฏิวัติบางคนมอบให้คือ  ศักดินาปฏิวัติ

                เขาไม่ค่อยยี่หระมากนัก  การงานของเขาตอนหลังรู้สึกโดดเดี่ยวจนต้องผันตัวเองให้อยู่สงบในกระท่อมหลังหนึ่งห่างไกลจากสำนัก  แต่อยู่ใกล้ชิดกับอุดม  สีสุวรรณ  ในแถบเส้นชายแดนทางภาคเหนือของจังหวัดน่าน  ผมพบเขาได้เสมอบ่อยๆเท่าที่คิดถึงและอยากพบ  เป็นที่รู้กันระดับหนึ่งว่าเรามีสัมพันธ์กัน  และปัญหาหนักๆของผมเขาก็ทราบเกือบจะหมด  จึงกลายเป็นที่ปรับทุกข์ผูกมิตรระหว่างคนสองวัย  เรื่องส่วนมากที่คุยกันก็คือเรื่องศิลปะ  ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือทฤษฎีเท่าไหร่นัก  ตอนหลังต่างคนต่างมีภาระหน้าที่  เพราะจังหวัดน่านเริ่มศึกหนักรับการล้อมปราบครั้งใหญ่ของรัฐบาล  มันยืดเยื้อและลำบากจนถึงกาลอวสานของเขตฐานที่มั่นประมาณ 3-4 เขต

                ผมไปอยู่แนวหน้า  เขาก็อยู่แทบชายแดนประสาคนเฒ่า  และที่สนามรบก่อนจะเกิดศึกใหญ่  ผมได้พบญาติพี่น้องซึ่งเป็นสายทางเขา  เพลง “คิดถึงบ้าน” ถูกร้องให้ผมฟังโดยหมอตุ๋ย...สหายหญิงผิวคล้ำคนภาคกลางแถบราชบุรีซึ่งเป็นญาติของเขา ...และบอกว่าเป็นเพลงที่นายผีแต่งขึ้นตั้งแต่พลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ที่กรุงปักกิ่ง  เป็นเวลาเกือบ 30 ปีมาแล้ว

                ผมเคยนำบทกวีของป้าลมส่งไปลงพิมพ์ในหนังสือ  วรรณกรรมเพื่อชีวิต  ซึ่งตอนหลังย้ายตัวเองด้วยทางเท้าไปอยู่แถบผาจิ,  ผาช้างเชียงราย  ผมต้องตั้งนามปากกาให้ป้าลมด้วยก็เลยตั้งว่า  ฟองจันทร  ทะเลหญ้า  เมื่อตีพิมพ์คนก็มาถามผมว่านามปากกาใหม่ของนายผีหรือเปล่า  แต่ผมก็ไม่ได้บอกใคร  เพราะป้าลมขอร้องไว้

                ต่อมาได้อ่านบทกวีที่ตีพิมพ์ใน  วรรณกรรมเพื่อชีวิต  อันมีโต้โผคือเสถียร  จันทิมาธร  ใช้นามปากกาว่า  กินนร  เพลินไพร  คารมคมคายจนต้องถามหา  บทกวีมีลักษณะสดร้อนดังที่ผมขอลอกจากความทรงจำดังนี้ (บทกวีบทนี้ใช้ชื่อว่า “คนล่าสัตว์” ถ้าพลาดขออภัย)

                อายุหกสิบห้า  ไม่มีอาก้าจะสะพาย
                มีแลก็แต่คาร์ไบน์  ถึงปืนไม่ร้ายแต่ว่าใจยังจำ
                จับปืนขี้เมี่ยง  มองเมียงมือคลำ
                เลื่อนลูกขึ้นลำ  ปัง...คะมำลงมา
                เลือดทะลักชักแหลก  แลกกับเลือด  ตุลา...คม...คม
                ห้าขวบหยอยๆอยู่หน้า  หกสิบเหย่าๆตามหลัง
                ทางภูดูยาวเหยียดหยัด  ต้องมีสมรรถพลัง
                สองขาพาไป  จะปะอะไรก็ช่าง
                ปู่ล้มหลานยัง  เสียงปืนยังก้องพนา
                พนม...ปัง...ปัง...ก้องพนา

                เมื่อพบกันในระยะสุดท้ายเขาสัพยอกผมว่า  ถ้าแน่จริงก็  ลองทำชิ้นนี้ให้เป็นเพลงซิ...ผมมานั่งคิดแบบปล่อยตามสบายประมาณ 2 อาทิตย์ผมก็นำเพลงนี้ไปแสดงที่สำนักทฤษฎี  มีผู้เคร่งครัดผู้หนึ่งมาห้ามไม่ให้ผมร้องเพลงนี้ในเชิงเผยแพร่ในวงกว้าง เพราะเขาวิเคราะห์ว่าเขียนขึ้นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  โดยเฉพาะตรงบรรทัดที่ว่า  ปู่ล้ม...หลานยัง  คล้ายๆกับว่าผู้เฒ่าล้มเหลวในทางด้านอำนาจทางการเมือง  แต่ก็สั่งลูกหลานอันเป็นสายญาติให้สู้ทางความคิดต่อไป  มันเป็นเรื่องที่ผมรู้สึกขำเพราะไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น  ผมก็เลยร้องต่อมาเรื่อยๆให้คนกลุ่มเล็กๆฟัง  แต่ก็ไม่คิดว่าจะนำออกเผยแพร่ทางอากาศแต่อย่างใด  เพราะถึงอย่างไรถ้ามันมีปัญหาขนาดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องอัดบันทึกเสียง  อย่างไรก็ไม่ผ่านเซนเซอร์แน่ๆ  ขนาดเพลงที่เขาเขียนและหลายๆคนก็ชอบคือเพลง “คิดถึงบ้าน” ยังถูกมองว่าเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่เป็นผลดีต่อการปฏิวัติ

                ผมได้พบเขาไม่กี่ครั้งก็จริง  แต่ก็รู้สึกว่ามีเรื่องน่าสนใจกับตัวเขาพอสมควร  ตอนหลังมีเพียงจดหมายติดต่อ  เขาเขียนถึงผมประมาณ 4-5 ฉบับ  แต่ละฉบับยาวขนาด 2-3 หน้า  สะท้อนความห่วงใยและเป็นทัศนะเกี่ยวกับการทำงานศิลปะ  อ่านแล้วต้องหนีบเก็บไว้  ไม่เคยทิ้ง...เพราะรู้สึกว่ามันมีคุณค่าทางด้านวรรณกรรมอยู่ด้วย  เสียดายที่ทุกอย่างได้สูญหายไปกับสงคราม  ผมไม่เหลืออะไรกลับมาเลย  แม้แต่กีตาร์ก็ยังต้องทิ้ง

เห็นอยู่ประการหนึ่งในตัวเขา  นอกจากความเป็นผู้รอบรู้อะไรหลายๆด้านแล้ว  เขายังเป็นคนหัวแข็งดื้อรั้น  จากปากคำที่เขาเล่าให้ฟังตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่ม...จนแก่ชรา  สิ่งใดที่สู้ก็คือสู้จนหัวชนฝา  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาได้ถูกเชิญให้ออกไปร้องเพลงฉ่อยในงานฉลองสำนัก  เป็นภาพเดียวที่ได้เห็นเขาร้องและก็รำ  ผมจำได้ว่ามันคือเพลง...เจ้านกกาเหว่าไข่ไว้ให้แม่กาฟัก...เป็นภาพที่สะท้อนได้อีกภาพหนึ่ง  ยืนยันว่าเขาเป็นศิลปินที่ดีคนหนึ่ง

                ผมยอมรับเป็นพิเศษ  และบอกทุกคนให้รู้จักในแง่นี้ด้วย  ยังมีเรื่องอีกมากมายเกี่ยวกับเขา  มันเป็นความทรงจำที่เหมือนฝัน  คล้ายๆว่าจะไม่ใช่เรื่องจริง  ผมเชื่อแน่ว่าเขายังอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งที่ประเทศลาว  เขาอยู่ที่ไหนก็ได้  มีกองหนังสือ  มีกระดาษ  มีกาแฟ  และมีอาหารเก็บพอเหมาะสม  เวลาที่เขานั่งทำงานอยู่เงียบๆโดยเฉพาะงานที่รักและถนัดนั้นดูดีเป็นที่สุด

โดย สุรชัย จันทิมาธร
ที่มา : ถนนหนังสือ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 ตุลาคม 2528