รื่นร่มชมพู่คู่เพรา เงื้อมง้ำงามเงา เงื้อมง้ำงามเงา
ลมรำเพยพานพอดี ลำแสงสุรีย์ศรี ลำแสงสุรีย์ศรี
คือข่ายเพชรพร่างพรายตา อุ่นเอื้อนักหนา ประหนึ่งจะนึกการุณ
ส่องสร้อยเกษรแสนสุน ทรกำจายจรุณ จรัสจรุงเรณู
พราวพราวโพรงพรายพิศดู เพียงแพรแปรปู เป็นม่านนิมิตมายา
ไหวพยาบอยู่หว่างเวหา โสรจเสาวคนธา สำลักทลักอารมณ์
ทิพรูปลำยองนิยม ย่อมหญิงชายชม ชำแรกมาเล่นดำรู
บริวารแวดวงเวียนดู อ้ายอีเอ็งกู ประกาศก้องเกนเกน
เขางูง่วยโงนโอนเอน ขุนนางพระเณร อนาถประนมนิ้วกลัว
ยินเอ่ยรั้วใหญ่ย่อมหัว หอต้อทุกตัว บอาจจะต่อสายตา
เกรงหวายเกรงไม้มีดผา เกรงยิงปืนยา แลเกรงเพราะเกรงใจกัน
มีเลกลูกทาสถึงพัน มีนาอนันต อเนกจะนับเหลือคณา
เหรียญบาทหยอดร่องเรียงมา ถ้วนหลายเวลา บรู้จะเปลืองเปล่าดาย
มีช้างมีม้ามีควาย มีงัวเหลือหลาย ตระหลบตระเหลิดธรณี
มีวัดไว้เพลิงเผาผี แต่งเลิศรุจี บรรเจิดประจักษ์แจ่มเมือง
บวชลูกเหลนหลานห่มเหลือง ชนแน่นนองเนือง ที่หน้าพระธาตุหลังสถาน
มาตรแม้นมีงานมีการ ชี้ใช้ไหว้วาน จะวิ่งไปทั้งท่าเสา
สามสิบตำบลฤาเบา รู้รีบเหยาเหยา ย่อมของกำนัลนำมา
นกเนื้อหน่อเห็ดเป็ดปลา ไหล้วนเหล้ายา ส้มสูกลูกไม้ตามมี
เต็มเรือนเต็มศาลารี เด็กเล็กลุกหนี ไปท่งบทันเรี่ยทาง
กลางวันมีกีฬากลาง แปลงช่วงขึงราง วัลแต่ละวันชันแข็ง
สองฝ่ายว่ายข้ามคูแวง สองดาบโดดแทง กะทบสำทับฉับฉาน
เอ็ดโอดโลดร้องรำคาญ เบี้ยทิ้งเป็นทาน เพื่อมันบ่ทนแทงฟัน
ไป่ย้อมว่านยาสามัญ ใช่ชายฉกรรจ์ ก็ไล่ไปลงโรงนา
ใครหมัดมีดไม้ปืนผา แม่นยำอาบยา ย่อมเป็นทหารให้เมีย
เขมรลาวครอกครัวนัวเนีย ลูกสาวชิงเสีย ให้สมทหารเหิมรณ
แม้วตาเสาะสุหร่ายสายฝน สระอื้นอึงอล บ่อาจจะท้อทัดถาน
กลางคืนโคมตามตระการ สว่างกลางลาน สำหรับละคอนโขนหนัง
หนังตะลุงตาหรุ่นขึงขัง พากษ์สามเสียงดัง ประดุจดนตรีตรึง
หนังเมืองเพชรมาเออมึง กูแข่งขันขึง จะชิงรางวัลท่านพนาย
ไอ้หนุ่ยผูกพรวนเพริศพราย พูดเพราะเหลือหลาย แลคนก็ล้อมโรงเพ็ชร
ตาหรุ่นว่าโรงกูเด็ด กูจะเอาให้เข็ด แลถอนเสาโรงลงเรือ
ขี้ฝิ่นกูยังเหลือเฟือ กัญชากูเบื่อ แลเหล้ากูล้นไหซอง
ไอ้แก้วไอ้เปลือยปิดทอง ขี่ควายผายผยอง มาเจอะกันกลางจอไกร
วางควายขวิดกันหวั่นไหว เพียงพื้นภพไตร จะแตกทำลายลงพลัน
เชิดฆ้องกลองปี่นี่นัน ฉิ่ง กรับ รับกัน กระเกริกตระการโกลา
เด็กเล็กหลามล้อมโรงฮา ปั๋งฉาดปั๋งช่า เอาเว้ยกูเอาควายเปลือย
กูเอาควายแก้วละเหวือย ควายกูมีเดือย ประดุจดวงเพลิงกาฬ
ควายกูมีพัดใบตาล พัดเพลิงมึงดาล ให้ดับสะเด่าเดี๋ยวใจ
เด็กโห่ฮาตึงปรึงไป เฒ่าตามหลามไหล ก็ล้อมตาหรุ่นเรืองนาม
โรงเพ็ชรเข็ดเขี้ยวขบกราม ถอนเสาโรงหาม ลงเรือแลเรียกบมิเหลียว
เสร็จเบิกหน้าพระพักเดียว เทียนดับฉับเฉียว จับลิงหัวค่ำร่ำไป
ร่ำปางสองลิงฤทธิไกร รบกันหวั่นไหว ประหว่าวินาศธรณี
เขาใหญ่ย้อยเป็นธุลี แห้งท้องชลธี แลดินก็ดาลเพลิงโพลง
เทวาผ้าหลุดมุดโปง ผีโลดโดดโหยง บอยากจะอยู่ดูขุน
ลิงขาวซัดลิงดำซุน รวบมือมัดรุน ไปสู่อาศรมฤาษี
ทวนแล้วไล่ไป่ปราณี ผิดไหนไม่มี มาผิดอำนาจพ่อนาย
พิณพาทย์ทำเพลงโอดอาย สระอื้นทั้งหลาย แต่ซ่อนในอกอดสู
ลูกนาทั้งหลายล้วนดู กลัวแกล้งชมชู ในชัยชำนะลิงขาว
ตีเกราะกระหยับรับกราว แล้วเล่นเรื่องราว เป็นรามเกียรติ์ดูไกร
สดุดีศักดินาสาไถย ชิงลงกาชัย แลยืนพิชิตชาวเมือง
บมิคิดเป็นความแค้นเคือง สงครามปรามเปลือง ชีวิตพินาศนานา
เสริมเดชเพศพระรามา เพื่อเชื้อราชา ให้ชนนิยมชมชู
เกรงลานกรานกลัวหัวหู หดเพื่อพระภู ธเรศธำรงธรณี
เป็นเจ้าแผ่นพื้นปถพี เป็นเจ้าชีวี อันไว้พระยศยืนยาว
ย่อมวงศ์อวตารแต่หาว ขนหัวลุกหนาว อย่าหน่ายอย่านึกกินแหนง
ทิพรูปสำเริงฤทธิแรง เห็นทั่วทิศแสยง ก็ยิ่งกระหยิ่มยินดี
ผลชมพู่สุกปลั่งสี แดงสดโสภี พิลาสพ้นภพไตร
น่าลิ้มชิมรสเหลือใจ ทิพรูปหลงใหล ก็เอื้อมจะเอามามือ
บัดลมกระโชกหวิวหวือ บมิทันถึงมือ ชมพู่ก็ร่วงลงดิน
แตกกระจายคายรสไหลริน ผิวผ่องโสภิน สภาพพินาศบมินาน
ทิพรูปตระลึงแลลาน ร้าวฤดีดาล ประดุจดับดวงใจ
อะไร ที่ไหน ทำไม ฟังซิ, นั่นใคร ดี ฤา ร้าย
บูม! บูม! บูม! บูม! ระเบิดตูม! และคนตาย ...
แต่ตรู่ตราบสางสาย ก็บสิ้นบสุดเสียง
ปืนไฟเป็นสายฝน อันพรูพ่นพะเนียงเพียง
พลิกพื้นไผทเอียง อธึกทั่วไผทไทย
เกิดกาลกุลาหล อลวนอยู่หวาดไหว
ดินฟ้าคือเปลวไฟ อันฟุฟู ณ กลางฟอน
ศพเก่านั้นเน่าน่าย ที่ตอมต่ายนั่นตัวหนอน
ตั้งแต่เชิงตะกอน ก็รอปลงมานานปี
กลิ่นคลุ้งให้คลื่นเหียน บผิดเพี้ยนบุราณผี
เถ้าแกลบที่กลบมี บมิดกลิ่นกระจายจร
ลูกหลานที่อาลัย ก็เก็บไว้ด้วยอาวรณ์
โลงลองที่ทำหลอน ก็ล้วนจันทน์และกฤษณา
กรองมาศสุมาลี ที่รินรสสุคนธา
ท้อกลิ่นอันคลุ้งกล้า กระหลบคลุมไปไกลครัน
ชนใดใช่ลูกหลาน บอาลัยและคิดกัน
ปองปลงไป่เว้นวัน แลยังหวาดระแวงภัย
เพื่อศพจะเผาจี่ คือศพ สีหราชัย
ลูกหลานที่อาลัย ยังระแวดระวังวง
บัดสี่ทหารเสือ สุรภาพอาจอง
ผลุนปรี่เข้าไปปลง และจะปรามบปราณี
ลูกหนูอันนอนนิ่ง ก็วิ่งผางยังโลงผี
เพลิงท่วมขึ้นทันที และเทพไท้ก็อันตรธาน
เจื้อยปี่ชวาแจ้ว วิเวกแว่วอยู่กังวาฬ
เพียงพื้นแผ่นดินดาน จะระย่อเพราะเย็นแสยง
เศร้าเสียงพระยาโศรก ยามลาโลกย่อมโรยแรง
เสียงสวดนั้นเสียดแทง หฤทัยอยู่ทรมา
สำเนียงนางร้องไห้ ที่ร่ำไรนั้นหนักหนา
โอ่หนอคณาทา - ระกำนัลจะพลันศูนย์
แผ่นดินจะสิ้นแล้ว จะระแด่วดิ้นอาดูร
สิ้นทั้งพระธรรมนูญ แลอำนาจอันยาวนาน
สิ้นวัฒนธรร ที่สมส่ำแต่โบราณ
สิ้นปรัชญาการ ก็จะสิ้นบ่สืบสาย
ถึงกรรมเพราะถึงกาล อะไรทานย่อมทำลาย
เกิดแก่และเจ็บตาย ก็จะต้องทุกตัวตน
แผ่นพื้นสุพรรณภูมิ สุรภาพอึงอล
ขุนขอมคำแหงรณ ธรังรักษ์ด้วยฤทธา
เกลี่ยพื้นพระธรณี ให้ราบเรียบภิรมยา
ยกกรุงตระการกา ละกระโน้นก็นานครัน
คราราชัยเรืองศรี ผินับปีก็เป็นพัน
ท่าวปัจจุบันอัน อดิเรกเรืองรอง
เรืองศรีเพราะสระสม พลภาพมูนมอง
เพียบทาสทั้งผอง ณ แผ่นพื้นสุพรรณภูมิ
เรืองศรีเพราะสระสม แต่เนียงนมอันเต่งตูม
อิ่มอกชอวบอูม อำรุงท้าวผทมชม
อาจเอาตะวันเดือน มาเลื่อนเล่นสำราญรมย์
แท่นท่าวที่บรรทม ธ ประดับประดาดาว
ศรีเทพนครขอม กำแพงกรอมชากังราว
เดชงำถึงกรุงงาว แลสร้างศรีสุโขทัย
สร้างพระนครธม จำปาศักดิเสริมชัย
พิมายพิมานไพ - จิตรวัดพนมวัน
ไชยาผชุมเชิญ ชวาขุนมาคุยกัน
เขื่อนคูให้ครบครัน สำหรับแขกมาบังคม
ขึ้นอ่าวอำรุงรัง พระประโทนประทมสม
เด็จท้าวธชายชม พิชิตทั่วนครไท
พระริบเอาราชพรี คือบุรีอันเรืองไร
จักริบหัวใจใจ ก็ประจักษ์บ่จำนน
เรือนใจใช่เรือนจำ ถลุงทำยังทานทน
เชือดร่อยสักร้อยหน ก็ยังเหินยังหาวหาย
ผูกช้างเอาเชือกหนัง ย่อมรึงรั้งบคลาคลาย
ผูกงูให้งมงาย เอาปี่เป่าประนังนันท์
ผูกใจก็ด้วยจิต อันก่อมิตรเสมอกัน
กดขี่และตีรัน ซ้ำขูดรีดย่อมร้าวฉาน
เพื่อที่สมเด็จท้าว จะโน้มน้าวในดวงมาน
ปลูกปรางค์ประจุสาร - ธาตุพุทธที่เหลือเผา
เพื่อชนผชุมชน ชเยศท้าวและเทียมเทา
บาบุญใช่บางเบา ให้บัดทาสถวายกร
เกณฑ์ทาสมาทุ่มถม ทะเลตมให้ตื้นตอน
ริมลำแม่กลองงอน แลก็ง่ายก็งามดี
ค้าโค่นเอาขุนเขา มาเลื่อยเหลาสลักตี
แต่งตั้งเป็นปรางค์ปรี - ติประดุจพิมานแมน
สี่มุมมีปรางค์มอ แลหม้อเปรียงประจงแขวน
ขวากดักประจำแดน ทั้งสี่ด้านเผดิมชัย
ขุดเอาศิลาแลง เป็นกำแพงอันเพริศไพ
จิตรเทพพนมใน กำแพงนั้นก็นับแสน
รูปเทพพนมฤา คือรูปทาสทั้งดินแดน
ดับแล้วแลมาแหน บริวารคือโหงพราย
เนื้อทาสคือปรางค์ทอง และเลือดนองคือน้ำลาย
เหื่อทาสทั้งแสนสาย ก็คือเปรียงประจำเผา
โอ้ราชพรีชี - พิตพลีบ่บางเบา
เมืองงามก็เงียบเหงา สงัดโศรกอยู่แสนศัลย์
เสียงอิดบ่ยินเอ่ย บ่ยินเลยที่รำพัน
หน้าเครียดอยู่ครามครัน คนึงคิดบ่ขาดสาย
ปู่คิดและพ่อคิด จนชีวิตนั้นวางวาย
ลูกคิดจนตามตาย แลหลานคิดจนเหลนโหลน
ช้างงาแลดาบงาม บ่แปรปรามให้อ่อนโอน
ใจไทยคือใจโทน บ่ทอดให้ผู้ใดเดิน
ขุนขอม ธ คืนเมือง ก็ขึ้งเคืองอยู่ยับเยิน
เหม่ราชพรีเกิน กว่ากูแล้วฤๅอันใด
ขุนขอมเสวยสุข - รมย์รื่น ณ ราชัย
จวบมิตรจากเมืองไกล ลงมาล้างบัลลังก์รมย์
ทวยทาสบ่ช่วยไท้ จึงบรรลัยเพราะงอมงม
ศรีเทพนครธม ก็ทลายระสายศูนย์
ปล่อยทาสไปทำกิน และที่ดินอันมากมูน
ปันสองตระกูลปูน เป็นบำเหน็จพนายเมือง
ขุนขอมเป็นเจ้าชี - วิตมีแต่แค้นเคือง
ขุนศักดินาเมือง นั้นเป็นเจ้าแผ่นดินดอน
ว่าทาสบ่มีมี ก็แต่ทาสกสิกร
ที่ดินจะกินนอน ก็หน้าไหนแลใครมี
เบื้องนั้นแลนายจันทร มาเป็นศิษย์ของหลวงชี
เชื้อราชพรีพี - ริยภาพเหลือหลาย
น้ำใจนั้นห้าวหาญ แลหายากเป็นยอดชาย
เด็กน้อยบมีนาย ก็พำนัก ณ อาราม
รู้พูดภาษาขอม พะม่ามอญและจีนจาม
แขกลาวกะเหรี่ยงขาม ขยาดยั่นบอยู่ดู
ผิดใจพระอาจารย ก็กราบกรานด้วยเกรงครู
เอาหวายตะค้าชู กะชากหลังเป็นริ้วรอย
เลือดฉูดทุกฉับฉาน สท้านท่าวบ่ถดถอย
เนื้อปลิ้นเป็นปุยปอย บปริปากให้ปราณี
ทวนแล้วก็ไล่ลง ไปตีนท่าในทันที
แก้ผ้าคะม้าสี สันหลังเลือดทะลักฉาน
ลำน้ำแม่กลองไหล เป็นโลหิตละเลงลาน
แผลร้อยก็เลยดาล เป็นแผลเดียวและดูสยอง
ชีเอาขมิ้นมา ละเลงทั่วดังทาทอง
หลังนั้นบมีหนอง แลแผลเป็นนั้นป่วยหา
คิดแค้นบอยู่คง ก็เขม้นแต่มองยา
เหลือบไปเห็นครูบา ธม้วนหมากอยู่เรี่ยราย
จำวัดสนิทนิ่ง บไหวติงดั่งคนตาย
ดาบวางไว้ข้างกาย แลจะใกล้ก็เกินตัว
ไปฤาบ่ไปเล่า ไฉนเราจะล่วงขรัว
ครั้นแล้วก็กลับกลัว จะบ่แกล้วกำแหงหาญ
ผลุนถึงที่ครูบา ก็ฉวยฉับไปเอาชาน
หมากกลืนก็บันดาล สยิวทั่วทั้งตัวตน
ครูตื่นขมึงตา ร้องชะฉามึงซุกซน
ดาบซัดลงท่าวทน บมิคันระคายหนัง
ชีหวัวมึงดีเหย อย่ากลัวเลยจะอยู่ทัง
หอกดาบแลปืนดัง บุรุษชาติอาชาไนย
จักเป็นทหารหาญ อันเชี่ยวชาญวิชาชัย
ราชพรีแต่นี้ไป ก็จะปลอดริปูปอง
ครูรักก็ครูสอน สุรเวทยเนืองนอง
ย้อมยาเป็นมันหมอง แลทะมื่นเป็นเหล็กไหล
กินคกให้เข้มแข็ง ก็แกร่งแกล้งอยู่เกรียงไกร
สำแดงเดโชชัย สุรชาติอึดอือ
สารโย่งสิยืนปรือ บ่ปรึงแล่นเพราะรวบหาง
ขุดเหล็กที่กลางเขา มาเคี่ยวเข้าจนเป็นยาง
ซัดยาอยู่คว้างคว้าง ก็เอาขึ้นประโคมตี
เป็นดาบอันคมเขียว แลเนื้อเหนียวกระเด็นดี
ชุบอาบจนปลาบปรี - ดิเพราะได้ดุจดังใจ
เอาไม้ตะเคียนมา ให้เป็นด้ามก็ดูไกร
ผมพรายประจุไป ก็ประสาทแก่ศิษย์หา
นายจันทรก็เอาใย แมลงมุมนั้นโยนมา
หงายคมจะให้คา ก็กลับขาดไปกลางคม
คืนแรมสิบสี่ค่ำ แลมืดทั่วบุรีรมย์
ควงวงเป็นกงกลม ก็สว่างดั่งกลางวัน
ชักออกมาทีไร เป็นได้เลือดอยู่ครามครัน
สมใจนายจันทร ก็ลาจากอาจารยมา
แสนพลพะม่าพัง กะทั่งกาญจนบุรีรา -
ชาแสร้งให้อาสา ก็สำเร็จประสงค์สม
ตีพลพะม่าแตก เตลิดแล่นไปเพียงลม
คืนเข้ามาบังคม ก็บำเหน็จให้หนักหนา
ให้เป็นพระยาพล แลคุมพลโยธา
ให้รั้งอยู่รักษา สำหรับกาญจนบุรีเรือง
ขุนม่านบเข็ดขาม มาลอบปล้นที่ปลายเมือง
ยินความให้แค้นเคือง ก็เคี้ยวกรามดั่งเพลิงกัลป์
แม้มึงแมลงเม่า จะมาม้วยเมื่อสำคัญ
เพลิงแรงว่าแสงจันทร์ แลมาตอมก็ตายเปลือง
โดดลงที่กลางเรือน แลร้องเร่งทนายเมือง
มึงอยู่แลหูเหือง มึงแหกแล้วแลฤาไฉน
ทนายมาฆาตฆ้อง ก็กึกก้องทั้งกรุงไกร
พอสิบสมุดไทย ก็สะพรึบอยู่พร้อมกัน
เลิกยังปีล๊อกแล้ว แลเข้าล้อมระเหิดระหัน
เวียนปล้นอยู่สามวัน แล้วเลิกล่ามาโดยกล
ให้ซุ่มทหารหาญ แลระหัสอย่าสับสน
ครั้นแล้วพระยาพล ก็ปลอมเข้า ณ กลางคืน
ไปซุ่มอยู่ประตูจวน เจ้าเมืองม่านมียามยืน
มึงฤาที่โหดหืน จะประหารให้หายหัว
เอาฆ้องกระแตตี แลม่านตื่นยังเงียงัว
ร้องถามทั้งมึนมัว ว่านั่นมันอะไรหวา
สวนไปว่าไทยเข้า มากลางเมืองอยู่แล้วรา
ขุนม่านทะลึ่งหา ได้หอกแล้วก็เร่งไป
พอโผล่ประตูจวน พระยาพลก็เพิดไพ
มึงฤาที่ปล้นไทย แลมาพบพญายม
เจ้าเมืองปีล๊อกร้อง แลถลาเข้าแทงลม
ดาบร้ายที่เหลือคม ก็กุดหัวกะเด็นหาย
ฉวยขึงเอาหอกเพชร สุรภาพเพริศพราย
ต้อนตีพะม่าตาย แลตระหลบตระเหลิดหนี
มาเปิดประตูเมือง แลรับคนเข้าคลุกคลี
ฆ่าม่านจนเลือดมี มาท่วมเท้าทหารไทย
ล้อมไล่บ่ให้เร้น แล้วรื้อเรือนลงเอาไฟ
คลอกคลุ้งคระหึมใน ปีล๊อกล้วนระงมขรม
ลูกเล็กและเด็กแดง ก็ระด่าวระดมซม
เป็นตอตะโกกลม แลกอดกลิ้งอยู่กลางเพลิง
เสร็จล้างปีล๊อกแล้ว ก็คืนกาญจนบุรีเริง
บัดบอกมา บ เหิง ก็ให้หาพระยาหาญ
ว่าเฮ้ยบสั่งเสีย แลสำหรับจะรุกราน
ล้วนกูบ่สั่งการ มาอวดกรนี่กลใด
ความชอบบ่มีมึง ก็ บ รอดแลอยู่ใย
ถอดเสียจงสมใจ ที่ประจักษ์ว่าจองหอง
บัดนั้นพระยาพล อุรเพียงจะพังพอง
สองตาเขม้นมอง และก็มือนั้นเลื่อนมา
ถึงดาบแล้วดับได้ กลัวทวยไทยจะนินทา
เสียสัจจวาจา ก็จะเสียซึ่งชายชาญ
เป็นชายมาหมิ่นชาย จะไว้ลายให้ลือลาน
สองเราแลใครหาญ ก็แลหัวบเหี้ยนหาย
เลือดตัวแต่ปลายลำ แม่กลองไหลแลเป็นนาย
เลือดตูที่ต้นสาย บสำหรับจะดูแคลน
ลุกถอยบ่ลาไท ก็กระเทือนทั้งดินแดน
ทหารที่เฝ้าแหน ก็บอาจจะอวดหาญ
ลงไปยังราชพรี แลเรียกเลกมิรอนาน
ขุดคูคือปราการ ว่าจะกั้นอริไกล
ดูที่สะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบกบสงสัย
ท่าเสาสิชุมชัย - ภูมิพันสถาพร
ตกแต่งเป็นตำบล ที่ชุมพลพลากร
แต่งแล้วเป็นเรือนนอน บมินานก็เสร็จสม
แสนสาวอันสระสวย ที่แน่งนวยมีเนื้อนม
สำหรับสำเริงรมย์ บริรักษ์นั้นเหลือหลาย
ผิวดำและหน้าตัง เป็นฝีดาษบ่ดีดาย
เสียงเล็กและมือคาย ก็คือเพื่อนพระยาพล
อำนาจคือเพลิงกัลป์ อันเถกิงในสากล
ใครยินแสยงขน แลเป็นไข้บ่คุยหาย
ลูกม่านครันยินแม่ ว่าเสียงเล็กกำลังมา
หยุดร้องแลหลับตา ก็กุมตับบติงตน
อยู่มาชราลง แลบัดท่านพระยาพล
รู้กาลบ่เป็นกล พระยายมก็มาเยือน
อากาศกำลังหนาว กลับร้อนร้าวไปทั้งเรือน
คิดใคร่จะได้เดือน มากอดไว้บเว้นวาง
กลางวันตะวันวาว ในอกผ่าวก็เต้นผาง
เอาดาบมาฟันกลาง อากาศไล่ให้หล่นหาย
มืดค่ำบ่ตามไฟ เพราะกลัวแสงอันเพรี้ยมพราย
ทิ้งถ่วงบทันกราย ก็โกรธร้องว่าร้อนกู
แต่งสาวที่สวยสม มาวีลมถลึงดู
มึงพัดให้ไฟฟู ในอกพ่อนี้เพื่อใด
ลูกหลานว่ากรรมเก่า ที่คลอกเผาพะม่าใน
ครั้งโน้นแลเราใคร ก็บอาจจะอวยเย็น
ลูกนาว่าท่านร้อน บเท่าเราที่ลำเค็ญ
ร้อนไปตลอดเป็น ทังครอกครัวบเคยคลาย
ฝูงทาสกสิกร กระซิบกันบ่เว้นวาย
แม้ถึงว่าท่านตาย ก็แลเรายังร้อนรน
ถึงกรรมกษัยกาล แลจึงท่านพระยาพล
สิ้นชีพแลสิ้นชน - มายุอันยืนมา
ท่าเสาก็สิ้นเสือ ที่เสียงเล็กอันลือชา
แลราชพรีอา - นุภาพเหี้ยมก็เหือดหาย
กรุงไทยก็สิ้นศูน - ยขุนศึกผู้สมชาย
ลูกนาบ่สิ้นนาย เพราะว่าสิ้นพระยาพล
ขุนศักดินาสิ้น แลลูกหลานยังเรืองรณ
สืบต่อตระกูลตน ก็คือตรวนอันตรึงตรา
รั้วใหญ่ย่อมมียุ้ง อันคอยข้าวที่ในนา
กองเกวียนอันเวียนมา ยังมิสิ้นมิสุดคัน
เสียงโคและเสียงควาย ระคนคนที่โรยรัน
ทดท้ออยู่เทียมทัน ปศุสัตวที่ส่งเสียง
ไถลากลำบากหลาย แล โคควายก็กินเกลียง
แอกแบกจนบ่าเอียง แลลูกนานี่กินใด
ในน้ำน่ะมีปลา และในนาน่ะข้าวใคร
ของเราน่ะอันไร เป็นสุดรู้ละอกอา
แผ่นดินนี่ของเขา แลตัวเราก็เถิดหนา
จะอ้างอนัตตา ใช่ตัวตนของเรามี
ตัวเราแลเขาเลี้ยง ก็คือสัตวของเขาซี
อ้า! เกิดมาทั้งที ก็เป็นทาสที่ชื่อไทย
เสียงครวญที่หวนโหย และละห้อยอยู่หนไหน
ฟังแล้วก็เหลือไกล แลกำธรไปทั้งกรุง
เหมือนฟ้าที่ครวญคราง อยู่แสนห่างสุดคันคุง
ไม่แม้นเหมือนเสียงยุง ซึ่งหวี่ร้องอยู่ริมหู
เสียงไพร่กระฎุมพี คือจังหรีดที่ในรู
ใช่เสียงที่เหล่าสู จะสนใจให้ป่วยการ
บัดพวกกระฎุมพี ก็บอาจจะทนทาน
จึงผลุนขึ้นเผาผลาญ ทุรภาพเป็นผุยผง
คือสี่ทหารเสือ ที่อุกอาจทะนงองค์
ผลุนปรี่เข้าไปปลง เอาซากศพที่แสนโทรม
พวกทาสกสิกร ก็เป็นกลางบ่รุกโรม
จึงศักดินาโทม มนัสท้อฤทัยไท
ขอเอาอังคารมา แลบูชาด้วยอาลัย
สร้างศาลขึ้นสมใจ แลจะปองเป็นปรนผี
แล้วสี่ทหารเสือ เอาเจว็ดมาทันที
ไว้ศาลให้สมศรี ก็สำหรับจะเป็นกล
สมยอมแลขัดแย้ง อุตส่าหแสร้งด้วยจำจน
จงล่วงจะลวงคน ให้กลัวเกรงอยู่ชั่วกาล
ฝ่ายหนึ่งเฝ้าปลุกผี จะให้โลดกำแหงหาญ
ฝ่ายหนึ่งขนาบศาล สำหรับล่อให้คนหลง
บัดทิพรูปแล และ บ รู้ก็งวยงง
ยิ่งพิศยิ่งพิศวง บ สว่างยิ่งสงสัย
สมบัติวิบัติสิ้น บ่มีดินจะคลาไคล
ย่างเท้าไปทางไหน ก็ใช่ที่อันเป็นสถาน
นกน้อยมีรวงรัง จึงเริงร้องได้สำราญ
โพยภัยมิพ้องพาน สำหรับลูกแลเมียมัน
ตัวเราสิไร้เรือน จะรองร่างทุเรศครัน
ลูกเมียไม่มีวัน มารวมร่วมสำเริงรมย์
แม้ตายแต่เพียงหลุม จะใส่ร่างอันรันทม
ทั้งโลกอันสวยสม ดูเสร็จแล้วไม่เห็นมี
โอ้เลือดน้ำเงินไหล ท่วมรอยไถให้ยับยี
ฟ้าร้องขึ้นมาที ไรก็แลบให้เห็นแสง
เป็นแต่ประกายไฟ บนฟากฟ้าที่สำแดง
เมื่อไรจึงเพลิงแรง จะลุกโชตนาการ
เสียงครางที่ครวญใน ชนบทก็บันดาล
ดังสอดขึ้นผสาน กับเสียงในนครครวญ
เมื่อใดทั้งสองเสียง อันครางคร่ำอยู่โหยหวล
จากสองใจรำจวญ จะเป็นเสียงอันเดียวกัน
เมื่อนั้นแลทั้งสอง ก็จะสิ้นที่โศรกศัลย์
เมื่อนั้นแลสองขัน ก็จะขุกได้สุขสม
จึงทิพรูปแสน จะระทดระทมตรม
เตร็จในพนมงม ดูเง่าเพชรอยู่งึมงำ
โอ้เมืองไทยนี้มีตำ นานคือเมืองคำ แลใคร บ เคยเข็ญขร
มีศิลาจารึกลือขจร โคลงเป็นฉันทกาพยกลอน ก็ว่าบมีเวรภัย
แสนสระนุกทั่วทั้งกรุงไทย ไพร่ฟ้าหน้าใส ประชาด้าวแดนสวรรค์
ชาวประชาหากินด้วยกัน ซื้อขายให้ปัน บมีจะเป็นปากเสียง
เทวราชบมิรู้ลำเอียง รู้เปรียบเทียบเคียง จะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพราะเมืองไทยนี้มีตำ - นานคือเมืองคำ เพราะใครบเคยเข็ญขร
จึงกระเดื่องเลื่องล้ำกำจร ทั่วทุกนคร มาขุดเอาทองแดนไทย
เพราะสนุกสุขนักนี่กะไร ไพร่ฟ้าหน้าใส เพราะซีดและเซียวเขียวขม
เพราะบมีปากเสียงเวียงรมย์ จึงเลยรันทม บอาจจะถ้อยพาที
เพราะทวยราษฎรล้วนเสรี ขายค้าฆ่าตี ก็ตามอำเภอใจพาล
เพราะทรงธรรมรัชย์ชัชวาล แผ่นดินจึงดาล ประดุจประดงกำเดา
คือฟืนซนไฟในเตา เพื่อเพลิงผลาญเผา กี่ร้อยกี่พันบมิพอ
แกงหม้อเดียวแซบแสบคอ หยิบมือเดียวยอ แลเรานิยมเยียใด
ในนาท่าทุ่งทั่วไป ในดงพงไพร แลในพนมเนืองนอง
บึงบางห้วยธารทั้งผอง แม่น้ำลำคลอง แลในทะเลลึกเขียว
เหมืองแร่ไร่ลิ่วทิวเทียว ทั้งเรือกสวนเหลียว โรงจักรแลโรงงานงาม
ย่อมล้วนเลือดไหลรินลาม เพียงภพทั้งสาม จะท่วมทลายบมิเหลือ
ย่อมล้วนครวญคร่ำครางเครือ รีดรูดขูดเถือ กันถึงกระดูกดูสยอง
ย่อมล้วนโซร่ซ้ำจำจอง ล่ามรึงกรึมกรอง แลแส้ก็โบยโรยรัน
เจ็บช้ำคร่ำแค้นแสนศัลย์ สารพัตรสารพัน บอาจจะพอพรรณนา
ยากยิ่งยมโลกเหลือตรา แม้ยมราชมา บอยากจะเบือมัวเมา
สามัญชั้นชนอับเฉา เพียงท่านผู้เพรา ในอานุภาพอำไพ
แสนแสนสุขเกษมผ่องใส ว่าแม้เมืองไทย คือทิพยโลกฤาปาน
บมิต้องทำการทำงาน ชี้นิ้วบมินาน ที่นึกนิยมสมถวิล
เหนื่อยยากอย่างไรฤายิน นั่งกินนอนกิน ประกอบแต่กามารมณ์
บมิรู้รันทดรันทม มักมากโสมม ลามกบมีใดเสมอ
กินของสดคาวหาวเรอ ปากแบะแสยะเหยอ แลเลือดก็แปมแก้มคาง
ผิวหัวเราะคือเสียงคราง กลิ่นหยาบสาบสาง แลกายมีน้ำเหลืองไหล
หีนชาติชั่วหยาบบาปใจ โหดร้ายจัญไร แต่ขี้นั้นขึ้นอยู่หัวขมอง
ซีกหนึ่งนั้นคือเจ้าครอง ที่ดินดูสยอง อีกซีกหนึ่งค้าความตาย
แลมันนั้นมีผีพราย แปลงเป็นหมาหมาย มาวิ่งระเวียนเหียนหัน
ไล่ขบเนื้อในไพรสัณฑ์ ให้นายแข็งขัน แลเขี้ยวก็เลือดไหลหลาม
ร้ายแสนแล่นร้องคำราม แสยะเขี้ยวคุกคาม คือหมานรกฤาปาน
ทิ้งกระดูกให้แทะเป็นทาน จึงมันหมอบกราน กระหลับกระหลอกเลียขา
ทรลักษณ์ก้าวร้าวชาวประชา อมนุษย์แลหมา คือสองอมิตรสามานย์
สองมันกำเริบเสิบสาน ทั่วทั้งไทยดาล ตระดกประดาษบมิดี
ลำเค็ญยากแค้นแสนทวี จะนิ่งฤาหนี ก็ยิ่งจะหนักทำไฉน
ผิวสามัคคีคนไทย เข้าช่วงชิงชัย ก็จักชำนะแน่นอน
ชะตากรรมกำไว้ในกร ลำเค็ญเข็ญขร ฤาสุขรมย์สมประสงค์
สารพันครันใครใจจง บากบั่นมั่นคง แลใครจะดูแคลนใคร
ทุกวันนี้มีทุกข์ใน เมืองทองของไทย แลใครจะปากยากครัน
ความจนข้นแค้นแสนศัลย์ ใครพร้องรำพัน จักผิดพระราชอาชญา
เพื่อว่ามันนั้นแกล้งกล่าวหา เมืองทองนั้นหนา ความจนจะมีที่ไหน
แล้วเตรียมรบกันหวั่นไหว กว่าแสนอสงขัย ก็สิ้นก็ศูนย์บัดสี
เงินเสียทองเสียเสียที ซ้ำเสียชีวี วินาศในกลางรณภู
ใช่รบอริริปู บมิอายอดสู ทำศึกประสงค์สิ่งใด
ลำบากยากแค้นคนไทย ไปทำกำไร ให้เหล่านักค้าสงคราม
บมิฟังใครห้ามใครปราม โกรธเพียงเพลิงลาม แลทำทรนงนานา
สันติภาพไม่ให้ใครหา หากชมบูชา ก็คือขบถมิฟัง
เพื่อว่าสงครามคือกำลัง คือความขึงขัง แลคือกำไรเหลือหลาย
บมิใช่ใครค้าความตาย บมิใช่ฉิบหาย บมิใช่ตำหนิติฉิน
เป็นวีรภาพโสภิน เป็นเกียรติกลางดิน เป็นความรักชาติควรชม
ใครค้านสงครามคือบรม ขลาดอย่านิยม แลลมทรยศอาญา
เบื้องนั้นสันติภาพโสภา ก็กลายเป็นมหา เสนียดจัญไร ฤาดี
เอาไปประทุษฐ์ทุบตี จองจำย่ำยี บอาจจะอยู่โดยเย็น
สบประมาทมาตรร้ายป้ายเหม็น คุกคามขู่เข็ญ แลใจจะให้เข็ดขาม
จะให้พ่ายแพ้สงคราม จะให้ประณาม ประณตประนมนิ้วกลัว
สันติภาพครันเห็นกลับหวัว เอื้ออุทิศตัว จะตายก็ตายตามใจ
บมิคุกเข่าคู้ให้ใคร วีรภาพอำไพ พิลาสพันเพลิงสวรรค์
กลางศาลกลางโซร่กลางสรร - พาวุธแข็งขัน แลกลางอธรรมทวยหาญ
ตะโกนร้อง คำรบ เริงสราญ กึกก้องกังวาฬ ว่า "สันติภาพจงเจริญ"
เสียงสท้อนทุ่งท่าพนาเนิน ข้ามขุนเขาเขิน แลข้ามทะเลลึกเขียว
สามโลกยินแล้วย่อมเหลียว ขุกขนลุกเกรียว ก็คารวะอภิวันทน์
ซร้องศัพท์ผสานพร้อมกัน เอื้ออภินันทน์ ว่า "สันติภาพจงเจริญ"
เสียงสท้อนย้อนข้ามเขาเขิน ข้ามพนาเนิน แลข้ามทะเลลึกเขียว
คำรบลั่นดุจเสียงเดียว ปีศาจแสนเสียว สยบระย่อเหลือแสยง
เดชานุภาพพึงแสดง มหึมากล้าแข็ง คือสันติชนชุมชัย
ชักธงสันติภาพเพริศไพ จิตรพลิ้วปลิวไสว ในหว่างประชาชาวสยาม
บมิสนใจใครคำราม ถึงใครคุกคาม ด้วยคุกตะรางฤากลัว
กลับเผยอยะยิ้มแย้มหวัว เอื้ออุทิศตัว จะตายก็ตายตามใจ
"ศรัทธาความรักเราใน สันติภาพอันไพ - สุทธิ์แสนบริสุทธิ์ฤาแสลง!"
ยึดมั่นสันติภาพอันแพง บมิใครคลางแคลง ศรัทธาแลรักดำรู
บ มิลดธงสันติภาพสู กลับเชิดแลชู ก็ควรประชาชนชม
"สันติภาพคือความสุขสม เรายืนยันนิยม จะต่อจะสู้สืบไป"
โอ้, เชื้อราชพรีนี้ใคร ยืนหยัดอยู่ใน กระหนาบแห่งเพลิงอันธพาล
บมิได้ตระหนกดกดาล บมิได้สงสาร แก่อาตมาอาลัย
บมิได้ระย่อท้อใจ บมิจักสงสัย ในสันติภาพอันเพรา
บมิได้สยบซบเซา เชื่อในชัยเฉลา เฉลิมฉลองอันรอ
โอ้ทุกข์ในวันนี้หนอ แม้ท่วมถึงคอ ถือสุขในพรุ่งไพบูลย์
คุกตะรางวันนี้นองนูน บมิได้อาดูร คืออิสรภาพพรุ่งงาย
วันนี้แพ้พลาดมาตรหมาย ว่าเราทั้งหลาย พรุ่งนี้ชะนะบมิแหนง
แม้วันนี้เราสิ้นแรง แลจะตายฤาแสยง วันพรุ่งนี้จะฟื้นชาวประชา
วันนี้สัจจธรรมชั่วครา พรุ่งนี้นั้นหนา คือสัจจธรรมถาวร
โอ้ โอ้ วีรภาพสมพร พร่างแผ่นดินดอน ประดุจสูรย์แสงใส
โพรงพรายพันลึกพิไล อัมพรอำไพ พิโรจน์แลพ้นพรรณนา
ส่องสว่างกลางใจรุจา สี่สิบล้านตา ก็แลตระลึงล้วนชม
ทิพรูปเลงลานอารมณ์ เงยบ่งายงม เง่าเพชรที่ในไพรพนอม
สิ้นซึมงึมงำตรำตรอม สิ้นบ่ยินยอม ก็สิ้นอหังการไกร
รู้ว่าเพชรดีมีใน มวลชนชาวไทย อันทรหดห้าวหาญ
มีในเบ้าหลอมเหลือประมาณ เริงรณทนทาน แลล้วนถลุงพรุ่งพราย
กลอกแสงบริสุทธิ์ฉานฉาย แกร่งเนื้อเหลือหลาย สำหรับประดับแดนสยาม
ทิพรูปบมิกลัวเพลิงพราม โจนลงสู่สนาม สำนึกถนัดบมิหนี
ลงสู่เบ้าหลอมรุจี สูบไล่ราคี คะคึกคะคึกบมิคลา
เพลิงพลุ่งไพโรจน์รุจา จับพื้นนภา สะพรึ่บสะพราสดาดแดง
โหมไฟไล่ขี้ควรแสยง ลุกเริงเพลิงแรง แลทิพรูปเลงลาญ
เจ็บปวดรวดร้าวเหลือประมาณ เพียงหัวใจหาญ จะแหกทะลายฤาดี
เพลิงเผาเร่าร้อนทบทวี ทำลายอินทรีย์ คือทิพรูปบรรลัย
เกิดเป็นกายเพชรผ่องใส และแล้วหัวใจ คือเพชรรัตน์รูจี
ขึ้นจากเบ้าหลอมทันที มือถือคัมภีร์ ลายแทงอันเรืองฤทธา
เขม้นมุ่งเขาเขียวบมิคลา ดูดวงดารา ทั้งห้าก็เต้าตามดาว
ห้าดาวส่งแสงสุกสกาว พร่างพร่างกลางหาว ให้เห็นวิถีทางจร
เอาเบ้าใส่ไม้คานคอน เคียงเชษฐภราดร ก็เดินในดงกันดาร
บุกป่าฝ่าห้วยเหวธาร เห็จขึ้นเขาทยาน แลลงยังท้องชลธี
ข้ามห้วงมหาวารี มุ่งหน้าบมิหนี ตระหนักในภพอำไพ
สารพันสรรพางค์พิไล เอื้ออุทิศไป แลเพชรรูปสำเริง