แม่  
ถ้าราตรีขณะนี้มิมีสินะสำเนียง  
แสนเงียบบ่งึมเสียง สงัด
ถ้าราตรีขณะนี้สิพฤกษบ่สบัด  
ใบลมบโลมพัด และพาน
ถ้าราตรีขณะนี้พิกลกลพิการ  
ดาวเดือนบันดาลหาย ฤเห็น
เห็นแต่เสนงนยนาอนาถและลำเค็ญ
 
คราวปริบกระพริบเป็น ประกาย
มีแต่แม่แลมามองตระกองกรบคลาย
 
เคลื่อนบุตรอันสุดสาย สวาท
ยินแต่บุตรอันครางระคางกลจะขาด
 
ใจหวาดผวาวาบ วะหวำ
อ้ออ้อลมยังระรวยระทวยบ่รู้จะทำ
 
ท่าไรตะลึงคลำ บคลา
หาหายาจะมายาแลยาก็บมียา
 
ไยหาบ่ซื้อหา ฤาเห็น
อ้ออ้อหมอก็บมีและนี่ใครนะจะเอ็น
 
ดูเอื้ออำนวยเป็น ประโยชน์
ค่ายาแม่ก็บมีและนี่ใครนะจะโปรด
 
ลูกแม่ให้ปราโมท ฤมี
คลำใต้เสื่อบมิสพก็ทบทุขทวี
 
อกเต้นดั่งตีปลา ในแปลง
ท้าวท้าวร้าวอุรดังประดังทุขสำแดง
 
แสนทุขเสียดแทง หฤทัย
เหมือนมีมืออมนุษย์มายุดสุดจะคระไล
 
แล้วขว้างควะคว้างใน นที
เหลียวหาฝั่งตลฟากก็ยากจะจรลี
 
เหลือไกลกำลังมี มิพอ
เหลียวหาฟางผิจะฟ่องละล่องและก็จะคลอ
 
คลาว่ายพยุงยอ บยล
ยลแต่พายุอันพัดกระจัดจลวิจล
 
อันอื้อและอึงอล ระอา
ครืนครืนคลื่นกลคลั่งคะคั่งแลก็จะคลา
 
ไคลหนีไฉนหนา อนาถ
โอ้อกแม่ทรมานก็ปานชีพิตพินาศ
 
น้ำตาแม่หยดหยาด สยอง
แลลูกลูกก็มาแลแลตาลูกก็คือคลอง
 
น่านน้ำอันเนืองนอง น้ำตา
ตาลูกแม่บมิพรับผงับทุรทุรา
 
แล้วว่ายนภาผวา บวาย
จะหายก็บมิหายจะตายก็บมิตาย
 
ทนทนทุรนทุราย ฤาดี
เกิดมาจนจึงมาทนประทุกทุขคือคี
 
รีทับระทมมี ทรมา
เกิดมามีก็แต่มือดังฤาทุขบทา
 
รุณแล้วชราโรย กำลัง
เหมือนมือแม่บมิมีแลนี่ใครจะอินัง
 
ขังขอบก็คือขัง ทุขา
มีแต่พี่แลก็พี่มาเพียรพิริยหา
 
เลี้ยงเราทั้งสองรา สำเร็จ
พี่เจ้าเขาก็คือหญิงบ่นิ่งและก็บ่เหน็จ
 
เหนื่อยหนักบ่พักเข็ด ฤขาม
สองบ่าแบกเอา ณ แอกอันหนักนี่หนอในยาม
 
ยากแม้แม่แปรปราม ฤาปลง
สองมือคือคิริขาก็คือสิขรคง
 
ใครหนอมาทรนง ไฉน
หน้าเครียดเหยียดอุรยาตรผงาดขณะคระไล
 
เหยียบโลกบันลือไหว ผวา
สองตาเปล่งเป็นประกายทะทายทุขอันทา
 
รุณเลิศกว่าดารา อันเรือง
ปากยิ้มปิ้มว่าจะเย้ยและหยามยุคอันเคือง
 
แค้นยากอยู่เนืองเนือง นิยม
คางเชิดคอบมิคู้แลชูชนก็ชม
 
ใช่ก้มบังคมคอย ภิขา
เสียงใสใจบริสุทธิรักษบมีรา
 
คีคาวอันฉาวฉ่า และฉุน
อ้าอ้าโฉมก็คือโฉมประชาชนอันสุน
 
ทรที่ผชุมคุณ คุณา
โฉมแม่คือวรโฉมประชาชนสุดา
 
แสนล้านประมวลมา ทั้งมวล
นางสาวไทยผิจะเทิดประเจิดจิรก็ควร
 
เพื่อเหตุแม่หอมหวล ระเหย
โอ้ลูกแม่บมิเคยจะสุขสิทุขเคย
 
แข็งแกร่งกระไรเลย ฤาปาน
โอ๋ลูกแม่นี่มานิทรสนิทอนิจนาน
 
กลิ้งกลางกระดานโรง ระคาย
โอ๋ลูกแม่แลจะเจ็บจะเหน็บสกลกาย
 
หนุนแขนลำเค็ญหมาย คือหมอน
โอ๋ลูกแม่ก็มานอนสท้อนเพราะว่ามานอน
 
หนาวหาผ้าห่มห่อน จะมี
ยุงชุมรุมกันมาตอมจะผอมผิวบพี
 
แรงน้อยจะถอยหนี บนาน
เจ็บไข้ใครจะมาแลแลแม่สิก็พิการ
 
หูตาชราพาน พิกล
เจ็บไร้ใครก็บยลจะทนทุขบทน
 
ลูกเอ๋ยจะอลวน บวาย
ค่าแรงเจ้าจะบมีทีนี้สินะจะตาย
 
ทุขยากลำบากหลาย ละเรา
เปิดหม้อข้าวบมีข้าวตะลึงตลเอาเตา
 
ตั้งเผาหัวอกพัง พินาศ
ยิ่งหิวยิ่งจะละห้อยยิ่งคอยยิ่งไส้จะขาด
 
สิ้นหวังจะสั่งญาติ ฤายล
ยังแต่เราจะแลจะตายบวายทุขกังวล
 
แม่ลูกเราสามคน ฤาคง
แขนซ้ายขวาแม่จะกอดตระกองกรบปลง
 
สามเราคือเผ้าผง ในผลู
ปลิวไปในมรคาละล้าละลังแลดู
 
สามดวงชีวิตชู ผชุม
ดับไปในจักรวาฬบทานทุขละลุม
 
ร่วงหายก็คายคุม บคง
คงแต่ซากเราทั้งสามอศุภอสุจิสง
 
สัยใครจะใคร่ปลง ปราณี
เมตตาการุณเราแลเผาอศุภผี
 
โอ้ค่าอัคคีควร คำนึง
แม้ขาดค่าพระปริตรแลบังสุกุลพึง
 
ขรัวตาพ่อด่าอึง อาราม
ค่าภาษีที่จะเผาจะเอาอะไรในยาม
 
ยากศพทั้งสามรา คาแพง
ขายใครใครก็บซื้อจะยื้อก็แต่แมลง
 
แร้งกาและหมากิน กระจุย
เกิดเป็นคนผิว่าจนคือจัญไรแลมิลุย
 
คนรวยบ่ขวยคุย รำคาญ
ยามยังเป็นก็จะเต้นตะลุยทุขละลาน
 
ตายแล้วอนาจาร อุจาด
ยิ่งคิดยิ่งทุขยิ่งระทมทุรอนาถ
 
สายใจแม่เจียนขาด ระรอน
ยามหนาวหนาวก็ยิ่งร้าวอุราแลเรามานอน
 
สั่นสั่นสะอื้นอ่อน อาดูรฯ
ยิ่งดึกดึกยิ่งระทึกหฤทัย แลใครจะปูน
 
อ้างว้างเทวศพูน รำพึง
น้ำค้างพร่างอยู่พะพรอยก็คอยแต่จะคำนึง
 
โอ้เราอันไรรึง บราง
คิดคิดคิดถึงชีวิตบวายอยู่จนสายสาง
 
แสงทองที่ส่องทาง ทิวพฤกษ์
รินรินลมมาระรวยระทวยอุรระทึก
 
นึกนึกอนาถอาตม์ อันจน
โอ้โอ้เรานี่นะหรือคือคนฤาบคือคน
 
จึงจำมาจำนน นิจา
แสงทองส่องก็สว่างพะพร่างนภนิภา
 
ใจเรานิราแสง ด้วยโศก
ดอกดวงพวงพฤกษบานตระการเพราะลมมาโกรก
 
เหี่ยวใจด้วยไร้โชค ชะโลม
นกหกตื่นแลระเริงบันเทองสุขแลโสม
 
ะนัสนี่เราโทม ะนัส
บัดตื่นบัดทุขบัดระบมอุระก็บัด
 
เสียดโศกสาหัส ฤหาย
ชีวิตเราฤามีวันในอันจะสุขสบาย
 
อุ้มอันตรายหลาย ฤาวาง
โอ้โอ้เราอันมาครวญบควรที่จะมาคราง
 
แสงทองยิ่งรองราง ร่ำไร
เสียงหวูดหวูดอยู่วะหวิวละลิ่วเลฤาไฉน
 
เรียกลูกให้เร่งไป ประจำ
งานงานงานคือว่าเงินแลงานก็คือทองคำ
 
ในท้องลำธารไหล ระริน
ไร้งานก็คือว่าไร้อะไรที่จะมากิน
 
ไร้สิ้นทุกสิ่งสรร พศูนย์
งานหนักเงินนั้นก็นิดชีวิตก็บสมบูรณ์
 
ตามเดิมแต่เพิ่มพูน ลำบาก
นายห้างแสนสุขรมย์กำไรแลฤาก็มาก
 
แสนยากก็แต่กรรม ะกร
ทุขยากยิ่งจะมิหยุดแลสุดทุขบถอน
 
เที่ยววิ่งวิงวอนอ้อน ฤาอวย
คุกคามหยามบมิหยุดว่าสุดที่จะอำนวย
 
อาวุธอันสวยคือ เงินตรา
อย่าอย่าเราผิว่ายอมคือยอมทุขอันทา
 
รุณเราทั้งมวลมา มีใจ
เพื่อว่าเราแลมาสู้จะชูพิชิตชัย
 
กำลังอันเกรียงไกร เรามี
เพื่อว่าเรานี้มารวมและร่วมสิสามัคคี
 
คืออาวุธอันตี ให้ซุด
เพื่อว่าเรานี้มารวมและร่วมกันว่าจะหยุด
 
งานเรื่อยฤาเฉื่อยฉุด ไฉน
นายห้างเหี้ยมหฤโหดจะโกรธก็บ่กระไร
 
กลัวกรรมกรไกร มาตีฯ
ชัยชัยชัยอันพิชิตเพราะคิดแต่สามัคคี
 
สหอาชีวะ วิชัย
ชัชชัยชัยเราวิชิตเพราะคิดว่าเราคือใคร
 
กำลังอันเกรียงไกร เรามี
ตีตีตีแต่ละทีจะตีก็ดูจงดี
 
หนักหน่วงท่วงทีไป่ ประมาท
ตีตีตีแต่ละทีจะตีแลก็จงคาด
 
ขอบเขตเหตุผลอาจ เอาชัย
โอ้โอ้โอ้เรากรรมกรแต่ก่อนร่อนชะไร
 
พ่ายแพ้คือโพยภัย อันพาน
โอ้โอ้โอ้เรากรรมกรในอนาคตกาล
 
จักชื่นพิชิตนาน นิรันดร์ฯ
สางสายหายใจสะท้อนระรอนพิไลรำพัน
 
เพียงโลกทำลายอัน ตรธาน
เอื้อมปลุกลุกเถอะนะลูกแลลูกอันทรมาน
 
ในอ้อมอกละลาน ฤาดี
กล้ำกลืนฝืนทุขฝืนแลกลืนทุขแต่ละที
 
เพียงวายชีวีหวิว วะหวิวฯ
   
พี่  
เรื่อยเรื่อยมารินริน แลสายลมนั้นโรยริว
แสงทองที่ส่องทิว
พฤกษพร่างอยู่พราวพราม
งามโลกแลงามหล้า ทั้งฟากฟ้าอันงามงาม
แสงทองที่ส่องทาม นั้นสร้านทั่วทั้งธรณี
ใบบางระบัดอ่อน อันชูช้อนชีวีมี
กลอกแสงน้ำค้างสี คือสายรุ้งระรองเรือง
ดอกดวงลดาวัลย์ สารพันผกาเนือง
นองนั้นก็บันเทือง อยู่ทุกช่อและชูบาน
เผยกลีบเผยอเก ษรเรณุกาลาน
รินอายละอองหวาน ทั้งละแวกบ่วายหอม
ภู่ผึ้งก็หึ่งหา มาละล้าละลังตอม
แย่งยื้อบ่ยินยอม จะตฤปรสอันลานใจ
ผีเสื้อที่แสนสวย ก็มาช่วยมาโชยไช
เกลื่อนกลุ้มเป็นกลุ่มไป บประจำประจากบิน
นกน้อยบ่นอนรัง ล้วนตื่นตั้งแต่โผผิน
เพรียกก้องเที่ยวหากิน ทั้งไก่แก้วก็ขานขัน
ทับทิมที่ฉายฉาน ก็เลื่อนผ่านขึ้นมาพลัน
พร่างแสงแสดงวัน ว่าสิ้นแล้วหนอราตรีฯ
ผู้คนที่จนยาก อันหลามหลากในธรณี
ล้วนลุกขึ้นทันที แล้วถอนใจอยู่จาบัลย์
เริ่มเหนื่อยละหนอเรา
แลเริ่มเศร้าเริ่มโศกศัลย์
เริ่มทุขเริ่มอาธรรม์ เริ่มขูดรีดและรังแก
ใครใดในแดนดิน ทั่วทั้งสิ้นฤามาแล
เกื้อกันนั้นก็แต่ ผู้ตกยากอยู่ด้วยกัน
คนจนมีจำนวน แม้นประมวลก็มากครัน
แสนล้านแลเราอัน ใดจะด้อยให้ดูแคลน
คนจนอันกระจาย เรี่ยรายทั่วทั้งดินแดน
ลุกแล้วทั้งล้านแสน ก็จะสิ้นที่โศกศัลย์
พร่างพรายผกายเพลิง อันสะพรั่งพิลาสครัน
เมื่อไรจะรวมกัน เป็นเพลิงป่าโอฬาร์เรือง
ทุขร้อนอันแรงรุม
คือเพลิงคุมอยู่แค้นเคือง
ท้องนาและในเมือง จะหมดสิ้นอย่าศงกา
สองกรของเรากำ ชตากรรมอยู่แล้วรา
แสนล้านแลเราสา มัคคีกันอย่าหวั่นไหว
พลิกฟื้นแผ่นดินดาล ให้สท้านทั้งภพไตร
บิดฟ้าให้เฟือนไป ทั้งหล้าโลกด้วยแรงเรา
สองมือมาเลี้ยงชีพ ที่ทุขบีบบ่บางเบา
ร้อยทุขฤาบันเทา เพราะมาท้อมิทานทน
แสงทองที่ส่องแทง ทะลุรัตติกาลกล
แสงใจของคนจน ที่ส่องจ้ากลางอาธรรม์
แสงทองยิ่งส่องกล้า
ยิ่งเตือนสามัคคีครัน
ตื่นตัวอยู่ทั่วกัน ก็สำหรับจะเริงชัย
แสนล้านประชาชน อันเกลื่อนกล่นทั้งกรุงไกร
ลุกแล้วก็เร่งไป ประกอบกิจการงาน
แสงทองอันรองเรือง มาประเทืองระทวยปราณ
ปราณีฤดีดาล ก็ได้แรงบ่อิดโรย
แสงทองอันรองไร มาส่องให้สิ้นเหี่ยวโหย
แช่มชื่นระรื่นโชย ด้วยลมเช้าชะลอโลม
แสงทองที่ส่องถูก ทั่วร่างลูกแลคือโคม
ทองส่องให้สิ้นโทม นัสเห็นหนทางจร
แสงทองที่ส่องทั่ว
ทั้งตัวพี่ก็คือพร
ปลุกแก้วกรรมกร ให้ตื่นกายอันเกรียงไกรฯ
ลืมตาตะลึงแล บมิลุกละลานใจ
ทอดถอนหายใจไป เป็นห้วงห้วงบ่เหือดหายฯ
โอ้ลูกเป็นไรฤา จึงมิลุกจนสางสาย
ไข้เจ็บอันใดหมาย มาบอกแม่อย่าหมองหมาง
อ้าแม่มิเป็นไร ผิเจ็บไข้จะครวญคราง
ตื่นแล้วแต่รุ่งสาง บมิลุกเพราะร้าวใจ
โอ้ลูกเป็นไรฤา จึงมาทุขระทมใคร
สอดแค้นให้เคียดไฉน นี่บอกแม่อย่าหมางหมอง
อ้าแม่มิเป็นไร
แลใครใครทั้งปวงปอง
รักลูกแลทั้งผอง บทำพิษให้เป็นแผล
โอ้ลูกเป็นไรฤา จึงละล้าละลังแด
ฉันใดจึงได้แต่ ตะลึงแล้วและถอนใจ
อ้าแม่อย่าปรารม ภปรารภอยู่ไย
เมื่อลูกมิเป็นไร จึงบรู้จะรำพัน
โอ้ลูกเป็นไรฤา บรักแม่ผู้สามัญ
จงปากให้แม่ปัน อย่าปิดแม่ให้ทรมาน
อ้าแม่อย่าปรารภ ปรารมภ์ให้ป่วยการ
เอ็นดูอย่าด่วนราน ว่าลูกรักบ่รู้คุณ
ทุขลูกฤาใช่ทุข
อันทั้งหลายมาทารุณ
แท้ลูกมาตวงตุน แลตักไว้จึ่งอาวรณ์
โอ้ลูกอันไรฤา จงเร่งบอกเถอะบังอร
ลูกเอ๋ยอนาทร แลทุขนั้นบ่บันเทา
ลึกล้ำทะเลหลวง แลหนักหน่วงกว่าขุนเขา
บอกแม่ให้แบ่งเบา จะตระบัดให้บังวาย
อ้าแม่อย่ามามี มนที่จะทำลาย
ทุขลูกบ่รางหาย เพราะว่าลูกมาหวงหา
เพื่อลูกแลมาตี บริษัทอันทา
รุณรีดทุกเวลา จะให้รู้กำลังกร
กำไรนั้นเหลือหลาย
แลเป็นนายก็มานอน
กินแรงฤาอาทร ในทุขยากอันยาวนาน
ของแพงค่าแรงคง ครั้นขอขึ้นว่ารำคาญ
พวกเราทั้งหลายปาน ว่าเป็นทาสอนาถา
ยามดีก็ได้ใช้ ยามป่วยไข้ไม่รักษา
มดหมอไม่เคยหา มาให้ไข้บ่เคยหาย
ป่วยไข้ยังไป่ปลด ก็ตัดลดค่าแรงราย
ใดเกิดพิการกาย ก็ปลดไล่ฤาปราณี
พิการเพราะเครื่องกล อันฉกาจฉกรรจ์ชี
วิตอันตรายมี อยู่ทุกเมื่อตลอดมา
ไม่มีประกันการ ทำงานนั้นแลนานา
คำขอก็รอรา อยู่เรื่อยเรื่อยบ่ตอบเรา
ครั้นเตือนก็กลับโต้ ว่าตามใจแลจักเอา
อันใดอย่าดูเบา จะลำบากบ่มีงาน
เอาเงินมาคุกคาม จะประณามให้ซมซาน
นายห้างอหังการ เพราะบรู้กำลังกร
ตีเราด้วยเงินตรา คือเฆี่ยนฆ่าให้ม้วยมรณ์
ให้เราระเนนนอน แล้วนบนิ้วไปจำนน
เงินตราคืออาวุธ ที่สุดทาสจะทานทน
หวังใจว่าคนจน จะมิกล้าไปต่อกร
เก็บทาสไว้ช่วงใช้ ชั่วกัปกัลปพุทธันดร
หวังว่าจะถาวร วิธีค้าบนหลังคน
เลือดเหงื่อและน้ำตา ก็กว่าฟ้าที่เทฝน
เททุกฤดูทน อยู่ยากแท้ไม่ถาวร
เลือดเหงื่อและน้ำตา อย่าไหลเลื่อนให้เปื้อนปอน
ลุกแล้วและกรรมกร ด้วยกำลังอันเกรียงไกร
ทั่วทั้งสหอา ชีวะเชิญผชุมชัย
แสนล้านกำลังใน สหพันธสากล
คือมือมหิมา นุภาพแรงรณ
ตีทุนบ่ทานทน ให้ทะลักทะลายไป
ทวยเราทั้งโรงงาน มาสมานสมัครใจ
จักตีให้เต็มใน กำลังเหนี่ยวและเรี่ยวแรง
ตีเพื่อความเป็นธรรม ใช่เกินก้ำด้วยสำแดง
สันทัดทะมัดทะแมง ด้วยน้ำมือให้มีชัย
เหตุนี้แลลูกแม่ จึงมิลุกและลงไป
โรงงานอันงามใน ขณะหยุดอยู่พร้อมเพรียง
โอ้ลูกของแม่เอ๋ย กระไรเลยช่างแกร่งเกรียง
ไกรแท้แลใครเถียง ทำถูกแล้วละลูกเอ๋ย
หยุดเถิดอย่าไปทำ ให้ชอกช้ำอยู่เช่นเคย
ตีเถิดอย่าทนเฉย ให้ช้ำชอกเช่นหนหลัง
ลูกแม่จงมีมา นะเถอะนะอย่าอีนัง
อดเปรี้ยวไว้ปองหวัง ในหวานหน้าเอามากิน
แม่ผู้ชราภาพ ก็กำซาบไปด้วยยิน-
ดีจักผจงจิน ตนานึกอำนวยชัย
แสนสามัคคีธรรม เป็นเลิศล้ำกว่าใดใด
กำลังเราเกรียงไกร สิอย่ากลัวว่าเสียการ
แม่ผู้ชราภาพ ก็กำซาบฤดีดาล
ทนเถิดมิทันนาน จะสมนึกที่จำนง
อ้าแม่อย่ามามี มนปรีดิเปรมปลง
ทุนมันนั้นมั่นคง ก็จะทนจะทานนาน
แม้ตีอยู่หนักหน่วง ดูทีท่วงยังทนทาน
ทนไปได้หลายวาร ระหว่างนั้นจะทำไฉน
เพื่อน้องนี่มาเจ็บ ก็ประจักษ์ว่ายากใจ
จักปองแลมองไป ก็ปั่นป่วนอยู่รวนเร
กำลังแม่อิดโรย ละเหี่ยโหยให้โผเผ
ลุกนั่งยังโงเง ด้วยหง่อมงุ้มอยู่งันงัน
อุ้มน้องอันนอนแบบ กับอกแนบบ่จำนรร-
จานิ่งคำนึงอัน ใดแลแม่มาทรมาน
น้ำตาแม่ตกต้อง ทั้งสองแก้มยิ่งสงสาร
แม่จ๋าอย่าทนทาน ให้ทุกข์ท่วมบ่ทานทน
อ้าน้องนี่มาไข้ ยิ่งเจ็บใจในความจน
แม่ลูกเราสามคน จะกอดคอเข้าคร่ำครวญ
อ้าน้องนี่มาเจ็บ และไข้ ใจพี่จักทวน
ทบท้นทวีจวน จะมอดม้วยบ่ทันมอง
น้องรักพี่โรยแรง อกพี่แห้งด้วยตรอมตรอง
น้ำตาที่คลอคลอง ดวงตาน้องนั้นท่วมใจ
น้องรักพี่แรงโรย คนเดียวโหยไม่เห็นใคร
รักน้องแลหรือไย ไม่ช่วยได้นี่ดังฤา
อ้าพี่มาจำจน เหมือนดังคนไม่มีมือ
เสียงน้องยิ่งครางฮือ ยิ่งมายื้อเอาวิญญาณ

หายใจระรวยรวย

แลพี่ด้วยละลนลาน
โอ้น้องนี่อาการ ยิ่งทรุดหนักทุกนาที
ดูดูดั่งขาดใจ แต่เมื่อไรยังรอรี
แผ่วแผ่วเพียงใจพี่ นี้ขาดร่วมอยู่รอนรอน
ยามยากไม่มียา แต่น้ำตาที่เปียกปอน
สุดคิดพี่ขอพร วิงวอนเป็นน้ำมนต์ไป
ยามไร้ยิ่งร่อยอา หารสุดหาอยู่แห่งใด
จักหาประปาให้ ชื่นใจน้องนั้นสุดหา
มาตรแม้พี่ยอมนาย ห้างใจร้ายแล้วขอยา
ขอหมอมารักษา ก็คิดว่าคงมีหวัง
แต่พี่นี่ต้องขาย มวลสหายพี่ทั่วทั้ง
โรงงานที่กำลัง ตั้งหน้าตีที่นายทุน
โอ้พี่นี้จะท รยศท้อความทารุณ
รวนเรเนรคุณ ขายชนชั้นได้ฉันใด
แม้นพี่ขายชนชั้น แลน้องนั้นอยู่รอดไป
น้องรู้แลฤาใจ น้องจะน้อมนิยมชม
จะพ้อว่าพี่พาล สันดานขลาดคืออาจม
ไม่ควรสมาคม มาคบค้าให้เสียคน
ขายเพื่อนว่าเพื่อน้อง ก็ย่อมมองเห็นแยบยล
ยามพี่นี้เพื่อตน ต้องขายน้องลองดูที
แม้นพี่ไม่ขายเพื่อน ก็เหมือนพี่ไม่ช่วยชี-
พิตน้องแลพี่นี้ เป็นสุดที่จะทรมาน
มามองดูน้องตาย ไปต่อหน้านั้นเหลือทาน
ทนพี่ผู้พิการ มาตายก่อนก็บังควร
รื้อคิดว่าน้องรัก พี่นี้จักยิ่งรำจวญ
จะซ้ำยิ่งกำสรวญ กับศพพี่พาเสียขวัญ
รักพี่เพียงชีพิต จะเสียจิตอยู่จาบัลย์
จะซ้ำมาอาสัญ เสียด้วยพี่นี้เพื่อใด
ทั้งพี่ผู้มาตาย เพื่อนทั้งหลายจะไยไพ
ว่าพี่นี้มีใจ แสนจะขลาดไม่อาจทน
กลัวทุขทรมาน มาประหารประหัตตน
เป็นนักยอมจำนน ตัดช่องน้อยแต่พอตัว
ทิ้งเพื่อนผจญพาล แต่ลำพังอยู่พันพัว
โอ่โอ๋เพราะมามัว มีขลาดเขลาบ่เบาคลาย
ความกล้ากรรมาชีพ คือประทีปที่เพริศพราย
แต่ใช่ฆ่าตัวตาย ตามอย่างพวกกระฎุมพี
ความกล้ากรรมาชีพ เป็นประทีปที่รูจี
คือที่อุทิศชี วียืนหยัดอยู่ชั่วกาลฯ
คิดคิดยิ่งขมขื่น ยิ่งกล้ำกลืนยิ่งกลับปาน
หัวใจพี่จักลาญ เพราะน้องแล้วฤาอันไร
คิดคิดยิ่งขื่นขม ยิ่งระทมระทวยใน
ใจเจ็บยิ่งเจ็บใจ ยิ่งเจ็บแค้นบ่แคลนคลอน
คิดแค้นความบีบคั้น ที่อาธรรม์อนาทร
เคียดใจคือไฟฟอน ขอฝากไว้แก่วันคืน
ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ ไม่พรุ่งนี้ก็มะรืน
จะล้างให้โหดหืน นั้นเหี้ยนหายทุกแห่งหน
หน้านิ่วคิ้วขมวด ให้เจ็บปวดไปทั้งตน
ร้อนไล้ดังไฟลน ทะลึ่งลุกด้วยฤทธาฯ
ชี้นิ้วระริกริก เพียงผลุนพลิกพสุนธรา
เหม่มึงนี่หนอมา ประมาทกรแก่พวกกู
จะเอาให้พลิกคว่ำ คะมำหงายแลจงดู
จะเอาให้เหล่าสู ลงซบดิ้นอยู่แดยันฯ
เสียงศาปเสทื้อนไป ทั้งหล้าโลกระรัวรัน
เสียงโซร่ที่ลอดพัน- ธนาการก็กร่างดัง
ดังรับทุกแห่งหน ทั้งสากลที่เกรอะกรัง
เลือดกรรมกรทัง หมดบ่หมาดก็มีใจฯ
ปางนั้นแลน้องแก้ว กรรมกรผู้เกรียงไกร
เอ็นดูแก่น้องใน อ้อมอกแม่มาอาดูร
ซุดนั่งลงเคียงน้อง ตระกองกอดแก้วกำลูน
ร่ำร่ำพิลาปปูน จะปราศห้วงหัวใจจรฯ
อาการนั้นหนักเพียบ เหมือนไม้เสียบจะขาดรอน
ริมริมจะเมือมรณ์ ก็มืดมนธการไป
มองฟ้าก็เฟือนฟาง แลเลือนรางอยู่ร่ำไร
หวิวหวิวอยู่ไหวไหว ชะวากเวิ้งอยู่หว่างหาว
ดับนั้นก็อาการ เข้าตรีทูตด้วยถึงคราว
ครอกครอกสะอึกยาว ขย้อนแล้วก็หลับไป
หลับเลยมิตื่นแล้ว หลับนิ่งแน่วสนิทใน
หลับจริงด้วยสิ้นใจ แลจักหลับนิรันดร
จิตน้อยน่าสงสาร ก็สลายกระจายจร
โอ้แก้วกรรมกร ก็กอดศพเข้าโศกาฯ
ดวงใจอันไกรเกรียง เป็นแสนเสี่ยงอยู่รอรา
มือกำและน้ำตา ก็ตกพรากอยู่พรั่งพรู
กัดฟันตัวสั่นเทิ้ม เม็ดเหื่อเยิ้มอยู่ดาษดู
สองตาดังปลาทู เข้าโป๊ะพรืดนภาดล
หน้าซีดบ่มีสี โลหิตแล้วและเหลืองกล
ผีตากผ้าอ้อมสน- ธยาย้อมระยับแสง
สงสารเอยโอ้ดวงใจ อันเกรียงไกรก็อ่อนแรง
ดุจดวงตะวันแดง จะดับเลื่อนลงรอนรอน
ชีวิตที่อับเฉา มืดเหมือนเข้าสู่เมืองมรณ์
เหมือนวันที่อาวรณ์ เวียนลาโลกเมื่อค่ำลง
ดวงจิตที่เจ็บช้ำ ระยำยับดั่งยีผง
ผล็อยร่วงบ่รางคง ค่อยค่อยซบสลบไปฯ
   
ลูก  
เมื่อนั้นจึงแม่ผู้มี  
ทุขเท่าคีรี ก็มาตระลึงเลงลาญฯ
เจ็บปวดรวดร้าวเหลือประมาณ  
แสนยวงวิญญาณ เพียงยุ่ยสยายวายวาง
ลูกชายตายคาแขนนาง  
ลูกหญิงสยบกลาง ตักแม่มาสิ้นสมปฤดี
คิดว่าลูกสาวซ้ำเสียชี  
วีแม่ก็มี กระมลเขม็งเกร็งไป
ปวงประสาทขาดสิ้นศูนย์กษัย  
แข็งแข็งตะลึงตะไล ตลอดทั้งร่างล้วนชา
ปานเป็นอัมพาตแข็งขา  
แขนตัวตึงตา อันลืมแลค้างบมิหลับ
ปากอ้าอ้าห้อยบมิหับ  
ขนคำนวณนับ มิถ้วนที่ลุกก็บมิราบ
เหื่อผุดหยุดแล้วไหลอาบ  
เอิบโทรมชะโลมซาบ สรีรร่างอันชราฯ
เพียงฝนฝอยพรอยปรอยปรา  
ณีเล้าโลมลา รดจอมปลวกร้างกลางพง
เพียงจะผุยเปื่อยผุยยุ่ยลง  
เดียวดายในดง อันตรธานธรณีฯ
สิ้นศูนย์สัญญายายี  
สิ้นสมปฤดี ก็สิ้นบ่ทราบสารพัน
แลก็บ่มิยินยลอัน  
ใดสิ้นกลิ่นสรร- พรสระสายเสียศูนย์
เสมอองค์พระอิฐพระปูน  
คร่ำคร่าอากูล ในห้องวิหารการเปรียญ
ดุจภาพคราบตะไคร่เขาเขียน  
พระบำเพ็ญเพียร ในแผ่นผนังนานปี
สนิทนิ่งจริงจังดั่งคี-  
รีชราฤามี สมัยมาไหวสักวารฯ
สามร่างสามรักสามลาญ  
สามพ่ายภัยพาล ลำพังเพราะไร้ลำเค็ญ
สามแสนลำบากยากเย็น  
สามแม้เมื่อเป็น ประดุจสามยามตาย
สามกายสอดกอดสามกาย  
กายหนึ่งนั้นวาย ชีวิตแต่สองยังทรง
ดำรงชีพิตคือผง  
คลีดินดำรง ประดาษอยู่เพี้ยงร่างผีฯ
โอ้ว่าแสนสงสารสองชี  
วิตแม่ลูกมี ชีวิตก็เหมือนเมื่อมรณ์
ผิว่าใครผาดพบสยบสยอน  
เพียงสามศพซอน กันโทรมอยู่กลางโรงเลว
ใยชีพชวยย้อยห้อยเหว  
หิ้วเอาสองเอว ระแด่วระแด่วดูสยอง
ทุกตัวทั่วทั้งเมืองทอง  
จักเบือนบมอง บมีกำลังใจแล
ครานั้นตะวันขึ้นแค่แป  
ส่งสุริยกระแสร์ สะท้อนไปทั้งธรณี
วาววาวเวหาอารี  
รินสร้อยรังษี อันอุ่นมาอวยชวยชนม์
สรรพสัตว์อันสยบซบซน  
ได้แรงเริงตน ก็ตื่นตระบัดบมินานฯ
แสงแดดแผดกล้าดูตระการ  
ลอดรูโรงพาน เอาสองชีพิตอำไพ
อุ่นตลุ่นทั่วร่างละไม  
ละมุนอุ่นไอ ละม่อมละเมียดมาโลม
ดุจตัวแรงลิ่วลงตระโบม  
ดุจได้ดื่มโสม อันซาบไปทั่วอินทรีย์ฯ
ค่อยค่อยได้คืนสมปฤดี  
ค่อยค่อยมามี สำคัญสัญญาอาทร
ได้กลิ่นดอกแก้วกำจร  
ระรวยรอนรอน ที่ริมบันไดโรงรมย์
ได้รสหวานหอมดอมดม  
ระรื่นชื่นชม มาชุบชีวิตอาวรณ์
แว่วแว่วกาเหว่าเกลากลอน  
กาพย์โคลงโยงยอน กังวาฬวิเวกวังเวงฯ
เลงลาญสองละอ่อนลานเลง  
เสียดอกแม่เอง ก็อ้ำก็อึ้งอาดูร
ได้ไออุ่นแก้วกำลูน  
ดีใจใครจะปูน ประปลาบประปลื้มลืมตัว
โอ้ว่าลูกแก้วแม่มามัว  
สำคัญพันพัว ว่าลูกมลายวายวาง
ปลุกปลุกมิลุกขุกระคาง  
ฤาอุปาทานปาง ประหลาทรักลูกตน
เพื่อว่าลูกบมิรู้สึกสกนธ์  
อลเวงอลวน ประหว่าประหวาดวุ่นใจ
อุ้มลูกอุ่นตลุ่นแล้วไฉน  
ขนจมูกไหวไหว ก็ว่าชีวิตยังบวอด
โอ้ว่าสังเวชลูกแลมากอด  
กับอกตลอด ทั้งร่างก็ลูบฤาจะคลาฯ
จูบเปลือกตาลูกแลตา  
ลูกลืมแลมา แลแม่ก็มีปรีด์เปรม
ดุจได้ดื่มโอชะเอม  
ซาบอินทรีย์เกษม แลสุขกว่าเลืองลอยสวรรค์ฯ
โอ้ว่าลูกแม่เอ้ยแลอัน  
ใดแม่มาศัล- ยโศกสยบซบซอน
เสมอสาวสังคมสมจร  
ใช่เชื้อกรรมกร อันแกร่งฉกาจดูไกร
เพลิงทุขลุกเร้าเผาใจ  
คือลูกเหล็กไหล ฤาเหลวละลายคายตัว
แม้ว่ากำพร้าพ่อก็บกลัว  
ทุขแย้มยิ้มหวัว แลหาญเผชิญชิงชัย
ผิพ่อผู้กรรมกรไกร  
ผิวล่วงรู้ไป จะปลาบจะปลื้มปราณี
โอ้ลูกรักแม่จงมี  
จิตข่มขันตี แลลุกมาตรองคลองความฯ
น้องแก้วกรรมกรผู้งาม  
ฟังปากแม่ปราม บปลดพิไรรำพัน
สพศพน้องยิ่งแดยัน  
ว่าอ้าพี่อัน ธพาลบ่พึงพาที
บมิเกื้อน้องแก้วกลับมี  
จิตไป่ปราณี แลปล่อยให้น้องมรณา
ใจเหี้ยมหฤโหดจักหา  
ทั่วทั้งโลกา นุโลกเสมือนฤามี
เขาจะนินทาทั่วธรณี  
ว่าร้ายกาลี บอาจจะเลี้ยงน้องตน
ภาระน้องรักสักคน  
ถึงจักแสนจน ก็ใช่จะทอดทิ้งตาย
น้องเล็กเด็กอยู่ดูดาย  
คือฆ่าน้องวาย ชีวิตจะว่าใดดี
สองเรากำพร้าพ่อชี  
วิตเราสองมี แต่แม่ชราโรยแรง
ยังแต่พี่ผู้เดียวสำแดง  
พลภาพเข้มแข็ง อันควรจะคุ้มสองคน
สิมาสิ้นคิดพี่นี่จน  
น้องต้องเสียตน ก็ยังแต่มารดาเดียว
พี่จะสู้สืบไปไยเจียว  
เพื่อน้องแลจะเหลียว ก็เล็งแต่ร่างไร้ปราณฯ
กลับจะทอดทิ้งแม่ทรมาน  
โอ้ลูกผู้พาล มาพกพินาศเยียไฉน
เสียดโศกสุดห้องหัวใจ  
สระอื้นอาลัย แลแก้วกรรมกรก็ครวญ
แม่เห็นลูกรักรำจวญ  
โศกสยบทบทวน เทวศถวิลบมิวาย
จึงว่าลูกรักแม่อย่าหมาย  
มาโศกเสียดาย ในเทียนอันดับสิ้นดวง
เจ้าจะพร่ำร่ำไรใหญ่หลวง  
จนเลือดตาตวง ได้สามสิบตุ่มแต่ละวัน
ใช่ว่าชีวิตน้องน้อยอัน  
ตรธานคืนทัน เทวศทวีอาทวา
เจ้าจะท้อถอยทุขอันทา  
รุณเพื่อไรรา ย่อมไร้ประโยชน์อันยล
เพื่อว่าน้องเจ้าสู้เสียตน  
แสนล้านน้องคน ทั้งหลายยังรอทรมาน
ผิวเพื่อแม่ผู้พิการ  
แสนล้านแม่ดาล ประดาษจงดูชูชนม์
ใครจะนินทาเจ้าผู้จน  
สิ้นคิดเสียคน บควรจะคำนึงใน
กลับจะแซ่สรรเสริญเสริมใจ  
ชื่นชวยอวยชัย แก่ลูกผู้กล้าทารกรรมฯ
ทุขลูกแลจะคือใครคำ  
นวณหมดจดจำ ก็จักมิได้โดยดี
มาตรแม้นบมิมีกวี  
คือเพื่อนนายผี มาผูกเป็นกาพยกลอนกล
สำหรับขับขานทานทน  
ท่าวฟ้าดินดล อันตรธานดูทีฯ
โอ้ลูกรักแม่อย่ามี  
ทุขเศร้าโศกี แลเกรียมกระมลมากมายฯ
ใช่ลูก, และมันนั้นนาย  
ทุนมหาฉิบหาย ที่เข้าฆ่าน้องมรณา
จำจำจำไว้ทุกวา  
ระหายใจหา โอกาสกระทำทดแทน
ให้สังคมทุนที่แสน  
หฤโหดเหี้ยนแดน เผด็จผดุงด้าวไทย
ให้ทุขทรมานหมดไป  
ให้เกษมสุกใส ไพลาสเพี้ยงเวียงสวรรค์
ให้สิ้นริษยาอาธรรม์  
กดขี่ตีรัน แลลามกหยาบบาปกรรม
ให้ไทยเป็นไทเป็นธรรม  
มิตรไมตรีดำ รงอิศรเสรี
ให้ประชาชาวไทยทั่วมี  
สิทธิสามัคคี สำแดงกำลังเริงชัย
ให้สิทธิทางประชาธิปไตย  
เอี่ยมอ่องอำไพ พิบูลสมบูรณ์บริบาล
ให้ตะวันสันติภาพพิศดาร  
พร่างพรายฉายฉาน จำรัสจำรูญรมยา
ให้ราหูสงครามครา  
ตามเบียนพี่บีฑา พิบัติบ่ทนป่นทลาย
แสนแสนสุขรมย์ชมชาย  
เชิญลูกแม่หมาย มามุ่งพิชิตทรชน
อย่ามัวเกรียมกรอมกระมล  
อย่ามัวทุขทน แลท้อระทดอดสู
เชิญลูกแม่ลุกแล้วดู  
จงไกลใครชู พิชิตแลชื่นชัยเชวง
แท้แท้กรรมกรเราเอง  
สากลคนเกรง กำลังอันเรืองฤทธา
ด้วยว่าเราแล่นโล้นาวา  
ตามมหาประภา คารทองอันส่องแสงนำ
ด้วยว่าเราทั้งหลายล้วนกำ  
อนาคตคำ ไว้แล้วจะคลายฤาควร
โอ้ลูกรักแม่จงประมวล  
จงประมาณทบทวน แล้วลุกไปลงโรงงาน
ไปดูทีท่าอาการ  
แกร่งกร้าวห้าวหาญ แลโหมกำลังแรงตีฯ
ปางนั้นจึงลูกผู้มี  
อัธยาศรัยศรี ก็ทราบกระทรวงดวงใจ
อุ้มเอาน้องพลันทันใด  
สระอื้นอาลัย ก็แลตลอดหน้าหลัง
งัดฝาโรงผางผึงพัง  
ตีตะปูปั่งปัง ก็เสร็จเป็นโลงฤานาน
ไว้ร่างน้องรักเลงลาญ  
จักกันอนาจาร อุจาดผจงจงดี
เก็บดอกแก้วพาดเป็นพลี  
ลาแม่ผู้มี มโนวิจลก็จรฯ
สู่โรงงานงามบวร  
เกลื่อนกล่นกรรมกร อันหยุดบ่ยอมทำงาน
เป็นระเบียบเรียบร้อยเหลือประมาณ  
ถามไถ่ไหว้วาน แลเอื้ออนุกูลกัน
กรรมกรอื่นเกื้อกำนัล  
หลายพวกหลายพัน ก็เป็นกำลังแรงใจ
ยืนหยัดทั่วหน้ากันใน  
ขบวนล้วนไกร กระเกริกตระการกำลัง
ศึกษาสามัคคีสัง  
เกตสงเคราะห์ทัง พิทักษ์กระทำโฆษณาฯ
หนักหน่วงท่วงทีตีตรา  
ตรึงหลายเวลา กำลังบ่ลดลือเลวง
เครื่องจักรกลหยุดอยู่เอง  
บมิเคลื่อนครืนเครง เพราะใครบ่แตะต้องมัน
ปานเป็นอัมพาตสารพัน  
สารพัตรสิ่งสรรพ์ ก็นิ่งสนิทบมิไหวฯ
บริษัทตระหนกตกใจ  
ศูนย์เสียกำไร ก็ลูบเอาอกอาดูร
ด้วยอหังการดอกพอกพูน  
โลภลาภสารพศูนย์ ก็เสียกำลังแรงใจ
เสมือนยุงยืนชีพอยู่ไฉน  
บมิสูบเลือดใคร ก็เคร่าแต่ม้วยมรณา
ครั้นสูบเลือดเขาหลายครา  
เขาเคืองขึ้นมา ก็ย่อมขยี้ยุงมรณ์
เสมือนบริษัทสูบเลือดรอน  
ลิดแรงกรรมกร คือขุดเอาหลุมศพตน
ถูกตีหนักหน่วงล่วงจน  
เหลือจักทานทน ก็จำมาทำเจรจา
ต่อรองเรื่อยไปไป่ปรา  
ณีกรรมกรกา ละนั้นก็ผ่อนอ่อนโอน
อ่อนโอนกรรมกรอ่อนโยน  
บมิดื้อดึงโดน โอนอ่อนก็ผ่อนตามเพลง
เอาชัยไว้ชื่อลือเลวง  
ทุขร้อนอ่อนเอง ก็ชื่นพิชิตชุมชัย
กึกก้องกำธรกรุงไทย  
คือกรรมกรไกร อันตีชะนะนายทุน
เครื่องจักรกลเกลื่อนเคลื่อนหมุน  
โซร่แสนทารุณ ก็เคลื่อนขยายคลายลงฯ
ไชโยโห่ร้องก้องกง  
ล้อประวัติศาสตรคง ค่อยค่อยเขยื้อนเคลื่อนไป
หมุนยาวก้าวหน้าเนื่องใน  
นรยุคทุกสมัย ด้วยมือมนุษย์อันจน
สมัยสุดท้ายอันทน  
ทุขแล้วแลชน ชั้นกรรมกรกุมชัย
ปลดเปลื้องพันธนาการใน  
โลกมนุษย์นี้สมัย อันสุขเกษมเปรมปราย
ปรายเปรมเกษมสุขทุกภาย  
โลกกรรมกรกลาย เป็นโลกอันรุ่งรูจี
สมบูรณ์พูนผลท้นทวี  
บุรุษนารี ก็ล้วนบันลุอภิรมย์
พิชิตชนชั้นเผด็จเสร็จสม  
สุรชัยชื่นชม ก็พิชิตธรรมชาติชูชัย
สถาปนานรโลกเรืองไร  
สุขสังคมวิลัย สำเร็จด้วยมือกรรมกร
ขณะนั้นชรอ่ำอัมพร  
กลิ่นแก้วกำจร กำจายจรุงโรงชรา
กาเหว่าเจ่าจับจั่วจา  
บัลย์ใบ้เบือนผวา ผวาดวังเวงอาวรณ์
ดุจสงสารแก้วกรรมกร  
สงสารมารดร แลน้องอนาถโนเนฯ
เพื่อว่ายืนหยัดอยู่หลายเว  
ลาชราโผเผ ยิ่งหิวระหายผ่ายผอม
ยิ่งซ้ำส่ำสมตรมตรอม  
ท่วมทุขสุกงอม ทำงนจะงอยย้อยลง
หลุดร่วงดวงวิญญาณยง  
ย่อยยับดับวง เวียนชีพฉลายปรายปราณ
เย็นเยือกเฮือกทั้งโรงธาร  
อาดูรบันดาล ประดับประดอยปรอยมา
กลุ้มกลิ่นแก้วกำจรกา  
เหว่ายิ่งหวาดผวา ตะวันก็ยิ่งยอแสงฯ
เบื้องนั้นครั้นได้ชัยแสดง  
รวมทั้งค่าแรง ก็เริงทั้งโรงงานงาม
ฉลองชัยควรชมสมความ  
สามัคคีใครหยาม ขยาดขยั้นอย่าถวิลฯ
น้องแก้วกรรมกรก็ยิน  
ดีจึงมาจิน ตนาคำนึงบมินาน
ป่านฉนี้นี่หนาอาการ  
แม่ผู้ทรมาน จักดีมิดีเยียใด
ด้วยว่าลูกรักมีชัย  
ต่อแต่นี้ไป คงค่อยกระเตื้องคลายตรอม
จะมิหิวโหยระหายผ่ายผอม  
เพื่อแม่ผู้จอม ใจลูกจะเริงแรงกมล
จะมิแพ้แก่ทุขทรพล  
จะยืนยาวชน มายุนิยมชมเชย
รู้ว่าลูกมีชัยไฉนเลย  
แม่รักลูกเอ๋ย จะอดเกษมเปรมปราย
ก็จะทุ่มทิ้งทุขสุขสบาย  
ก็จะรอดฤาตาย เพราะอิ่มบ่อดอาดูร
โอ้ป่านนี้แม่ผู้พูน  
ทุขภัยใครปูน จะเปล่าจะเปลี่ยวเดียวดาย
จะละห้อยคอยลูกฤาวาย  
จะเหม่อมองหมาย แต่ลูกว่าคืนเรือนมาฯ
ครวญพลางทางสาวเท้าคลา  
เร่งไปในกา ละจวนจะสิ้นแสงตะวันฯ
ถั่นถั่นใกล้ถึงโรงรัน  
จวญกลิ่นแก้วอัน กระหลบละลานแรงรุน
ถึงริมโรงใจคือจุรณ  
เสียดแดอดุลย์ สดับกาเหว่าแขกวอน
ผิดสังเกตแก้วกรรมกร  
ยิ่งเห็นสังหรณ์ ยิ่งใจจะเหี่ยวเสียวศัลย์
โดดขึ้นบันไดโดยพลัน  
ผลุนเข้าห้องหัน มาเห็นก็ไห้โหยหาฯ
โถมเข้ากอดแม่แลมา  
ฟูมฟายน้ำตา ก็ตีเอาอกอึงอล
ชอกช้ำกายายับยน  
ชอกช้ำใจจน จะจ่อมทำลายวายวาง
แสนแค้นแสนเคียดแสนระคาง  
แสนป่วยใจปาง ประจักษ์ว่าแม่มามรณ์
แสนรักแสนโรคแสนรอน  
แสนทุขท่วมทอน ใจแสนถวิลจินดา
สุดจะรำพันพรรณนา  
เสียดศัลย์สหสา ก็สุดสระอื้นอาลัย
ขืนคิดคิดขืนคืนไป  
ขืนจักเข้าใจ ว่าแม่ยังมีชีวา
เคียดคลุ้มอุ้มแม่ขึ้นมา  
กระซิบ... "แม่จ๋า เราชะนะแล้ว...แม่จ๋า"
   
และนั่นใครหนอ?  
ครานั้นตะวันดับ และด่วนลับบ่รอรา
(?) ศศิธรดารกา- กรสุกสกาวแสง
สาดส่องแผ่นดินดอน ลอออ่อนมิร้อนแรง
แสงทอนั้นก็แทง ทะลุโรงชรามา
โลมกายอันเกรียงไกร ที่ตระกองกอดมารดา
ไล้ร่างอันชรา ที่สิ้นลมอยู่รังรอง
แสงย้วยที่ช่วยเย็น เป็นเงินยาวอันลำยอง
ต้องโลงละออออง อดิเรก ณ ราตรี
กลิ่นแก้วยิ่งกำจาย ฟะฟายทั่วทั้งธรณี
กาเหว่ายิ่งทวี วังเวงเพลงพิไรเลือน
ท่ามกลางราตรีกาล อันละลานด้วยแสงเดือน
เหมือนเสียงกระซิบเตือน มาแต่ไกลจะเบาเบา
เสียงนั้นฟังหนักแน่น บ่คลอนแคลนดั่งขุนเขา
"แน่นอน ... แน่นอน, เรา ชะนะแน่ไม่นานเลย"
   
(คัดลอกจากปริญญานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ของ สุจิรา คุปตารักษ์)