ข่าวสารและกิจกรรม

หน้าที่ : 1 2 3

* คลิกที่รูปเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

วันสืบสานอุดมการณ์นายผี-อัศนี พลจันทร" ครั้งที่ 2 และพิธีมอบรางวัลอัศนี พลจันทร ประจำปี 2556 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2556 ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

คำกล่าวเปิดงาน "วันสืบสานอุดมการณ์นายผี-อัศนี พลจันทร" ครั้งที่ ๒ ของประธานมูลนิธิ

เรียน ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ มูลนิธิอัศนี พลจันทร (นายผี) และ
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

มูลนิธิอัศนี พลจันทร (นายผี) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ เพื่อสืบสานอุดมการณ์ "รักความยุติธรรม รักปวงประชา รักมาตุภูมิ" ของนายอัศนี พลจันทร บรรพอัยการ ผู้ดำรงตนอยู่ในความสุจริตเที่ยงธรรม จนเป็นที่โจษจันกล่าวขาน เป็นที่รักใคร่ของประชนทุกระดับ และเป็นกวีผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "มหากวีแห่งประชาชน" โดยใช้นามปากกา "นายผี" สร้างสรรค์ บทกวีที่ทรงพลังทางความคิด เรียกร้องให้รัฐบาลใส่ใจต่อคุณภาพชีวิตของชาวนา ผู้ใช้แรงงาน และคนยากไร้ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ทุกหมู่เหล่า

มูลนิธิได้ดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิอย่างต่อเนื่องตลอดมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๕ อันเป็นวาระครบ ๖๐ ปี ที่นายอัศนี พลจันทร ต้องหนีภัยคุกคามจากรัฐบาลที่ไม่เคารพ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน จนกระทั่งต้องไปเสียชีวิตใน ต่างแดนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ คณะกรรมการมูลนิธิเห็นว่า ปูชนียบุคคลและมหากวีเช่นนายอัศนี พลจันทร หากมีชีวิตและมีผลงานอยู่ในสังคมไทยในห้วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา น่าจะได้รับการยกย่องให้เป็น ข้าราชการอัยการดีเด่นหรือเป็นศิลปินแห่งชาติ มิใช่ต้องมาประสบเคราะห์กรรม บ้านแตกสาแหรกขาด แม้จนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ก็ไม่ได้กลับมาตายที่บ้านเกิด ทั้งที่ได้ตั้งความหวังเอาไว้ในบทเพลง "คิดถึงบ้าน" ที่ท่านทั้งหลายรู้จักกันในชื่อเพลง เดือนเพ็ญ ซึ่งเป็นเพลงที่ศิลปินนำมาขับร้องกันมากที่สุดเพลงหนึ่งของไทย

คณะกรรมการมูลนิธิจึงได้มีมติว่า ให้ก่อตั้งรางวัล "อัศนี พลจันทร" ขึ้นมาเพื่อเป็นการสืบสานอุดมการณ์ของ นายอัศนี พลจันทร ให้ดำรงอยู่คู่กับสังคมไทย และมอบให้แก่บุคลคลผู้ประกอบคุณงามความดีต่อชาติบ้านเมืองในสาขาต่างๆ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูบุคคลนั้นให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตามหาชน ให้เป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่อนุชนรุ่นต่อไป และเพื่อเป็นการบำรุงขวัญสร้างกำลังใจให้แก่บุคคลผู้ประกอบคุณงามความดีทุกคน ให้ตระหนักรู้ว่ามี ดวงตาแห่งสังคมที่คอยจับจ้องกรรมดีที่กระทำอยู่ตลอดเวลา และความดีนั้นย่อมไม่มีวันดับสูญไปจากโลกนี้

ในการมอบรางวัลอัศนี พลจันทร ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ คณะกรรมการมูลนิธิได้มีมติให้มอบรางวัลใน ๒ สาขา คือ สาขาการบังคับใช้กฎหมายดีเด่นแก่ นายดำรงค์ พิเดช และสาขาศิลปินผู้สร้างสรรค์บทเพลงดีเด่นแก่ นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ในงาน "วันสืบสานอุดมการณ์นายผี-อัศนี พลจันทร" ครั้งที่ ๑

กระผมในนามของคณะกรรมการมูลนิธิอัศนี พลจันทร (นายผี) ขอขอบพระคุณท่านประธานกรรมการกิตติมศักดิ์เป็นอย่างสูง ที่กรุณาให้เกียรติมาเป็นผู้มอบรางวัลอัศนี พลจันทร ประจำปี ๒๕๕๖ ขอขอบพระคุณท่านรองประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ ท่านกรรมการกิตติมศักดิ์ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้เกียรติมาเป็น สักขีพยานในการมอบรางวัลอันทรงคุณค่าในครั้งนี้ อีกทั้งขอขอบพระคุณกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมคุมประพฤติ และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตลอดจนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ทุกท่าน ที่ได้ร่วมมือประสานใจทำให้งานพิธีมอบรางวัลครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างสมเกียรติยิ่ง และท้ายที่สุด ขอขอบพระคุณท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ ทุกท่าน ที่ได้ถ่ายทอดสดสื่อสารงาน วันสืบสานอุดมการณ์นายผี-อัศนี พลจันทร ครั้งที่ ๒ และพิธีมอบ รางวัลอัศนี พลจันทร ประจำปี ๒๕๕๖ ให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้มีโอกาสได้รับรู้ไปพร้อมกันด้วย

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว กระผมขอเปิดงาน "วันสืบสานอุดมการณ์นายผี-อัศนี พลจันทร" ครั้งที่ ๒ เพื่อจะได้ดำเนินพิธีมอบรางวัล อัศนี พลจันทร ประจำปี ๒๕๕๖ แก่บุคลผู้มีผลงานดีเด่น ต่อไป
คำกล่าวรายงานของประธานมูลนิธิต่อประธานพิธีมอบรางวัล

เรียน ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ มูลนิธิอัศนี พลจันทร (นายผี) และ
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

รางวัลอัศนี พลจันทร ประจำปี ๒๕๕๖ นี้ คณะกรรมการมูลนิธิได้มีมติมอบรางวัล ๓ สาขา คือ สาขาทนายความดีเด่น สาขานักรัฐศาสตร์ดีเด่น และสาขาศิลปินผู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมดีเด่น กล่าวคือ

๑. รางวัลสาขาทนายความดีเด่น คณะกรรมการมูลนิธิได้พิจารณาเห็นว่า ศาสตราจารย์คนึง ฦๅไชย เคยเป็นข้าราชการตำแหน่งอัยการประจำกรม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อพ้นจากภารกิจรับใช้แผ่นดินในฐานะข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยวัย ๕๓ ปี นอกจากการแบ่งสรรเวลาให้แก่กิจกรรมสาธารณะ การนำความรู้ทางกฎหมายถ่ายทอดแก่นิสิตนักศึกษาหลายสถาบัน การผลักดันให้มีการปฏิรูปกฎหมายในหลายสาขา และการเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านกฎหมายผ่านทางช่องทางต่างๆอย่างต่อเนื่อง จนถือได้ว่าเป็น "เนติยาจารย์ผู้เพียบพร้อมด้วยภูมิปัญญาและภูมิธรรม" แล้ว ท่านได้มุ่งมั่นที่จะนำความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทางด้านกฎหมายมารับใช้ประชาชนทั่วไป โดยการสร้างสำนักงานทนายความของคนไทย ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในด้านศักยภาพ คุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรม ได้ชักชวนนักกฎหมายไทยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ อันเป็นที่ยอมรับของนักกฎหมายและประชาชน มาร่วมกันก่อตั้งสำนักงานกฎหมายที่มีอุดมการณ์และ ขีดความสามารถสูง สามารถให้บริการทางด้านกฎหมายในแทบทุกแขนง ครอบคลุมแทบทุกกิจการ ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากลูกความทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งข้าราชการและประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานของรัฐ จนกระทั่งสำนักงานกฎหมายคนึง แอนด์ พาร์ทเนอร์ส ซึ่งท่านและผองเพื่อนนักกฎหมายไทยได้ร่วมก่อตั้งมามีอายุครบ ๒๒ ปี ในปีนี้
มีชื่อเสียงขจรขจายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านเป็นหลักประกันในเรื่องความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ คุณธรรมและจริยธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ทนายความและผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมายทั้งหลาย ซึ่งจะต้องมีจิตสาธารณะ รักความยุติธรรม ยึดมั่นในหลักหลักนิติธรรม คุณธรรมและจริยธรรมเหนือสิ่งอื่นใด

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา คณะกรรมการมูลนิธิจึงมีความภูมิใจมอบรางวัลสาขาทนายความดีเด่นให้แก่ ศาสตราจารย์ คนึง ฦๅไชย

๒. รางวัลสาขานักรัฐศาสตร์ดีเด่น คณะกรรมการได้พิจารณาเห็นว่า ธรรมศาสตราภิชาน ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ จบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกด้านรัฐศาสตร์ จาก ม. ฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาและของโลก หลังจากนั้นได้ใช้เวลา ๑๑ ปี เป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมืองโดยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๗ สมัย ติดต่อกัน ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๓๘ และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔ สร้างผลงานและความประทับใจในระดับนานาชาติเป็นอย่างมาก เพราะมีความรู้แตกฉานด้านการเมืองระหว่างประเทศ และมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล กอร์ปกับมีศักยภาพด้านการใช้ภาษาอังกฤษที่เปี่ยมด้วยพลังและสุขุมลุ่มลึก
จึงมีบทบาทที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในระดับนานาชาติ เทียบเท่ากับนักการทูตชั้นนำของไทยในอดีตและของโลก

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๕ ท่านได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ นอกจากการทำให้ชาวอาเซียนเข้าใจในอาเซียนและผสานประโยชน์แก่มวลสมาชิก ๑๐ ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกันเกือบ ๖๐๐ ล้านคนแล้ว ท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ทุ่มเททำภารกิจเป็นกระบอกเสียงให้แก่อาเซียน โดยตระเวนเดินทางไปทั่วโลกเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่นานาประเทศและหันมาสนใจให้ความสำคัญแก่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นประตูสู่ทวีปเอเชีย จนเป็นเหตุให้อาเซียนเป็นที่สนใจอย่างมากจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั่วโลก ในขณะเดียวกัน โดยอาศัยความอาวุโสทางการเมืองที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากผู้นำอาเซียนหลายประเทศ ท่านได้ผลักดันมติที่มีการตกลงแล้ว ให้มีการปฏิบัติจนเกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกอาเซียน ทำให้ภารกิจหลายประการสำเร็จลุล่วงไปอย่างดียิ่ง และแม้ท่านจะเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่กระบวนทัศน์ วิสัยทัศน์และวัตรปฏิบัติของท่าน ไม่ได้หวังผลใดๆทางการเมือง หากมุ่งหวังที่จะทำให้เกิดประโยชน์สุขสถาวรแก่ประชาชนชาวไทยและชาวอาเซียนทั้งมวล

ธรรมศาสตราภิชาน ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ จึงเป็นนักรัฐศาสตร์ดีเด่นของไทย ที่เป็นพลังสำคัญยิ่งในการผลักดันให้เกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ และเป็นผู้เปิดประตูอาเซียนสู่ประชาคมโลกจนเป็นที่ตระหนักรู้อย่างกว้างขวางจากนานาชาติ อันเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของทวีปเอเซียและของโลกในอนาคต ซึ่งอนุชนรุ่นต่อไปจักต้องจารึกนามของท่านไว้ชั่วกาลนาน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา คณะกรรมการมูลนิธิจึงมีความภูมิใจมอบรางวัลสาขานักรัฐศาสตร์ดีเด่น แก่ ธรรมศาสตราภิชาน
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ

๓. รางวัลสาขาศิลปินผู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมดีเด่น คณะกรรมการได้พิจารณาเห็นว่า นายพิสูตร ยังเขียวสด และ นายสุรินทร์
ยังเขียวสด เป็นบุตรของครูสาคร ยังเขียวสด (โจ หลุยส์) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หุ่นละครเล็ก) ได้รับการถ่ายทอดศิลปะการชักเชิดและศาสตร์การประดิษฐ์ตัวหุ่นอันซับซ้อนจากบิดา และได้ร่วมกันก่อตั้งโรงละคร "โจหลุยส์เธียร์เตอร์" ขึ้นที่จังหวัดนนทบุรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะการแสดง หุ่นละครเล็กอย่างจริงจัง ก่อนจะย้ายมาตั้งอยู่ที่สวนลุมไนท์บาซาร์ในเวลาต่อมา และในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระราชทานชื่อโรงละครใหม่เพื่อสมกับเป็นสถานแสดงศิลปะที่ทรงคุณค่าของชาติว่า "นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์" ถือได้ว่าเป็นโรงละครที่แสดงหุ่นละครเล็กแห่งแรกของไทย ซึ่งได้นำเสนอศิลปะการแสดงที่มีเอกลักษณ์ไทย ด้วยหุ่นที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีตวิจิตรงดงาม อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมล้ำค่าที่ได้มีการสืบสานกันมาหลายชั่วอายุคน

นอกจากการสืบสานศิลปะการชักเชิดและศาสตร์การประดิษฐ์หุ่นจากบิดาแล้ว ภายหลังบิดาถึงแก่กรรม นายพิสูตร และนายสุรินทร์
ยัง ได้ร่วมกันพัฒนาศิลปะการแสดงหุ่นละครเล็กขึ้นอย่างหลากหลาย ทั้งที่เป็นการแสดงแบบไทยประเพณีและที่เป็นการแสดงร่วมสมัย จนเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากจากผู้ชมชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และได้บุกเบิกเดินทางไปแข่งขันในเวทีนานาชาติด้วยองค์ประกอบทั้งการแสดง ฉาก และเทคนิคพิเศษประกอบการแสดงอย่างสมบูรณ์แบบ โดยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดหุ่นโลกที่จัดขึ้น ณ กรุงปราก สาธารณรัฐเช็กถึง ๒ ครั้ง ได้รับเชิญให้ร่วมแสดงในเทศกาลหุ่นนานาชาติที่ประเทศฝรั่งเศส แสดงรอบพิเศษ ณ โรงละครแห่งชาติ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และเคยไปแสดงหุ่นละครเล็กรวมทั้งนาฏศิลป์และดนตรีทั้งแบบประเพณีไทยดั้งเดิม และแบบร่วมสมัย ในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีอีกด้วย

นายพิสูตร และนายสุรินทร์ ยังเขียวสด จึงเป็นผู้ที่สามารถ สืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ จากนายสาคร ยังเขียวสด ศิลปินแห่งชาติ ผู้เป็นบิดา ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทยทั้งชาติ ว่าศิลปวัฒนธรรมแขนงนี้ จะไม่มีวันสูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา คณะกรรมการมูลนิธิจึงมีความภูมิใจมอบรางวัลสาขาศิลปินผู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมดีเด่น แก่ นายพิสูตร
ยังเขียวสด และ นายสุรินทร์ ยังเขียวสด

ในวาระนี้ กระผมขอกราบเรียนเชิญท่านประธาน ได้กรุณาให้เกียรติขึ้นมอบรางวัลอัศนี พลจันทร ประจำปี ๒๕๕๖ ในแก่บุคคล
ผู้มีผลงานดีเด่นทั้งสี่ท่าน ต่อไป

ขอขอบพระคุณครับ